10 คันสุดเจ๋งจากค่ายม้าลำพอง Ferrari

สมัยก่อนน้อยคนนักที่จะได้เป็นเจ้าของรถสปอร์ตสักคัน คำว่า ‘Sportcar’ จึงถือกำเนิดขึ้น ต่อมาเมื่อผู้ผลิตสามารถผลิตรถสปอร์ตได้มากขึ้น คำว่ารถสปอร์ตจึงพัฒนาไปสู่คำว่า ‘Supercar’ ถัดมาเมื่อบริษัทสามารถผลิตรถซูเปอร์คาร์ออกมาได้มากขึ้น บรรดาอภิมหาเศรษฐีต่างๆ ก็ต้องหาสิ่งที่ดีกว่าจึงเกิดคำว่า ‘Hypercar’ ขึ้นมาบนโลกเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง คำว่า ‘Hypercar’ นี้ถูกนิยามขึ้นมาสำหรับรถสปอร์ตที่มีแรงม้าอยู่ที่ระดับ 1,000 แรงม้าและมีราคาค่าตัวอยู่แถวๆ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งเจ้ารถยนต์จากค่ายม้าลำพอง Ferrari น่าจะเข้าข่ายที่ว่านี้ได้ไม่ยาก  

Ferrari 250 GTO 

ในปี 1962-1964 ออกแบบโดย Giotto Bizzarrini และ Sergio Scaglietti ที่ผลิตออกมาเพียง 39 คันเท่านั้น รถคลาสสิกรุ่นนี้มีราคาตอนเปิดตัวในปี 1962 อยู่ที่ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันรถรุ่นนี้มีมูลค่าในการประมูลสูงถึง 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

26 Jul 1998: Anthony Wang in action in his Ferrari 250 GTO during the Shell Ferrari Historical Challenge at the Coys Festival at Silverstone in Northamptonshire, England. Mandatory Credit: Mike Hewitt /Allsport

Ferrari 288 GTO

ในปี 1984-1987 ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina รถรุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 272 คันเท่านั้น และถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในรถที่ถูกออกแบบมาได้สวยที่สุดในโลกอีกด้วย

Ferrari F40 

ในปี 1987-1992 ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina ด้วยจำนวนผลิต 1,311 คัน รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของบริษัท สิ่งสำคัญที่ทำให้รถรุ่นนี้มีมูลค่าสูงมากขึ้นทุกวันก็เพราะนี่คือรถรุ่นสุดท้ายที่ Enzo Ferrari (ผู้ก่อตั้งบริษัท) เป็นผู้อนุมัติก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี 1988

Ferrari F50

ในปี 1995-1997 ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Pininfarina ผลิตออกมาเพียง 349 คัน รถคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 4.7 ลิตร V12 ที่ถูกพัฒนามาจากเครื่องยนต์ของรถแข่งฟอร์มูลา 1

 

Ferrari Enzo Ferrari 

ในปี 2002-2004 ออกแบบโดย Ken Okuyama นักออกแบบชาวญี่ปุ่น ขณะทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina ผลิตออกมาเพียง 400 คัน จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีรถแข่งฟอร์มูลา 1 มีการใช้โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์และจานเบรกเซรามิกเป็นครั้งแรก

Ferrari LaFerrari Coupe/Ferrari LaFerrari Aperta

Ferrari LaFerrari Coupe ในปี 2013-2015 ผลิตออกมา 500 คัน และ Ferrari LaFerrari Aperta (เปิดหลังคาได้) ในปี 2016-2017 ผลิตออกมา 210 คันออกแบบโดยทีมออกแบบของ Ferrari เองภายใต้การดูแลของ Flavio Manzoni (หัวหน้านักออกแบบของ Ferrari) ชื่อ LaFerrari’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า TheFerrari’ รถรุ่นนี้ใช้ขุมพลังระบบไฮบริด เครื่องยนต์ V12 และมอเตอร์ไฟฟ้า ล่าสุดที่งานเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี LaFerrari Aperta สามารถทำลายสถิติการประมูลเพื่อการกุศลได้ถึง 8.3 ล้านยูโรเลยทีเดียว รถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถระดับ Hypercar รุ่นแรกของ Ferrari

Ferrari F60 America 

ในปี 2014 ผลิตออกมาเพียง 10 คัน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปีที่ Ferrari เข้ามาทำตลาดในสหรัฐอเมริกา รถรุ่นนี้เป็นแนว Roadster สามารถเปิดหลังคาแบบ Soft Top ออกได้ ภายในตกแต่งพิเศษเป็น 2 โทนสี คือห้องโดยสารฝั่งคนขับเป็นสีแดงส่วนของฝั่งคนนั่งเป็นสีดำ สีตัวรถเป็นสีน้ำเงินคาดแถบสีขาวตามสีของทีมรถแข่ง North American Racing Team

Ferrari J50

ในปี 2016 ผลิตออกมาเพียง 10 คัน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปีที่ Ferrari เข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่น สร้างสรรค์โดยทีมออกแบบของ Ferrari เอง โดยใช้รุ่น 488 Spider มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบใหม่ หลังคาเป็นแบบ Targa ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ 2 ชิ้นซึ่งสามารถถอดเก็บไว้หลังเบาะได้ นับเป็น Ferrari อีกรุ่นที่สวยงามมาก

Ferrari Sergio

ในปี 2014 ผลิตออกมาเพียง 6 คันเท่านั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถต้นแบบ Pininfarina Sergio ในปี 2013 ที่เปิดตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่อแสดงความระลึกถึง Sergio Pininfarina ผู้ก่อตั้งบริษัท Pininfarina ที่เสียชีวิตไปในปี 2012 ด้วยอายุ 85 ปี โดยใช้พื้นฐานของรุ่น 458 Spider คันแรกถูกส่งไปที่ UAE ตะวันออกกลาง อีก 3 คันถูกส่งไปอเมริกา 1 คันไปญี่ปุ่น และคันสุดท้ายถูกส่งไปที่สวิตเซอร์แลนด์    

Related Post

สำรวจ 6 รถเก่าแต่เก๋าที่แค่มีเงินก็ซื้อไม่ได้

เกาะติดกระแสมอเตอร์โชว์ด้วยงานแสดงรถของต่างประเทศที่ชื่อชั้นดังไกลไปทั่วโลก เมื่อ Chantilly Arts & Elegance Richard Mille เป็นงานรวมพลผู้รักรถยนต์ที่มี ‘คาแร็กเตอร์และสไตล์ที่ชัดเจน’ ซึ่งแตกต่างจากงานแสดงรถยนต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัด ผู้เข้าร่วมงาน บรรยากาศในงาน การแสดงแฟชั่น ดนตรี และที่ขาดไม่ได้คือรถยนต์หายากและราคาแพงลิบ ทุกอย่างรวมอยู่ในงานนี้แล้ว หนึ่งในไฮไลท์ของงานได้แก่การประมูลรถเก่าที่บริษัทประมูล Bonhams ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง ขนมาให้ผู้เข้าร่วมงานกระเป๋าหนักได้จับจองเป็นเจ้าของ เพราะรถทุกคันเข้าขั้นหายากขั้นเทพ ไม่ใช่แค่มีเงินก็สามารถคว้ามาครองได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยโชคและจังหวะที่ใช่ มาลองดูกันว่ารถที่ว่าเจ๋งเป็นอย่างไร

MERCEDES-BENZ 
500K ROADSTER
1935

ราคา €5,290,000
ในที่สุด เจ้า 500K คันนี้ก็ได้ประมูลออกไปด้วยราคา 5,290,000 ยูโร ประวัติของรถคันนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่เปิดตัวที่เบอร์ลิน
ในปีค.ศ. 1935 นักธุรกิจชาวเยอรมันนามว่า Hans Friedrich Prym (ฮานส์ ฟรีดริช พรีม) ก็ได้ไปครอง หลังจากถูกขโมยในปีค.ศ. 1945 
ก็ไปโผล่อยู่ที่อเมริกาอีกครั้งในปีค.ศ. 1970 ถึงจะเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายครั้ง แต่นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2012 เป็นต้นมา รถคันนี้ก็กลับไปสู่
อ้อมกอดของตระกูลพรีมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความแรงระดับ 160 แรงม้าและความเร็วสูงสุดที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้รถยนต์
คันนี้มีสมรรถนะสูงสุดคันหนึ่งของยุค ผลิตออกมาทั้งหมด 354 คัน แต่มีเพียง 29 คันเท่านั้นที่ได้ประกอบตัวถัง Roadster

Horch 853 
Spezialroadster
1937

ราคา €1,035,000

ก่อนที่ Audi (ออดี้) จะถือกำเนิด เจ้ารถยนต์สัญชาติเยอรมันคันนี้ซึ่งทั้งโฉบเฉี่ยวและสง่างามในคราเดียวกัน ถูกผลิตออกมาเพียง 950 คัน คันที่ Bonhams เสนอขายนั้นมีประวัติที่ซับซ้อน เคยไปพักผ่อนอยู่แถวท้องไร่ท้องนาในยูเครนมาเป็นเวลานาน และถูกดัดแปลงตัวถังให้เป็นรถกระบะเพื่อใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้บริษัท Horch Classic ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพรถกันอย่างยาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 กว่าจะแปลงร่างกลับมาเป็นสภาพแบบนี้

Porsche 911 (Type 964) 
3.6 Turbo 
1993
ราคา €238,625
ด้วยดีไซน์ยั่วยวนใจและพลังอันเหลือล้น ทำให้เจ้า 964 Turbo คันนี้เป็นหนึ่งในปีศาจตัวเทพแห่งยุค ’90s คันนี้ซื้อที่ประเทศโอมานในปีค.ศ. 1993 และวิ่งไปน้อยกว่า 50,000 กิโลเมตร การันตีได้ถึงประสิทธิภาพที่ยังอัดแน่นอยู่เต็มตัวถัง

Ferrari Dino 
246 GT Berlinette 
1973
ราคา €262,200
เวลาไม่สามารถทำอะไรเจ้า Ferrari Dino 246 คันนี้ได้เลย และดูเหมือนว่าโฉมรถจะงามขึ้นทุกปีๆ เสียด้วย รถคันนี้เป็นหนึ่งใน 200 คัน
จาก E-Series ถึงแม้ว่าสีรถจะไม่ใช่สีเดิมซึ่งเป็นสีฟ้า แต่ก็มีผู้มาประมูลไปด้วยราคาที่ไม่โหดมาก คือ 262,000 ยูโร ยังไม่รวมค่าขนส่ง

BMW
Z1 
1990
ราคา €69,000
Z1 คันนี้ไม่เคยเก่าเลย เหมือนกับระบบประตูมหัศจรรย์ที่ผลุบลงไปในบังโคลนรถได้อัตโนมัติ จริงๆ แล้วไม่มีบริษัทผลิตรถยนต์ค่ายไหนซื้อไอเดียประกอบประตูรถยนต์แบบนี้เลย รถคันนี้วิ่งมาแล้ว 23, 203 กิโลเมตร 
จุดเด่นอยู่ที่การเล่นสีซึ่งได้หายาก (มีรถแค่ 133 คันที่ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1988 – 1991 ที่ใช้สีนี้) 
เปลี่ยนเจ้าของมาแค่สองมือแต่ราคาประมูลพุ่งสูงถึง 69,000 ยูโรไม่รวมค่าขนส่ง

Range Rover 
4×4 
1975
ราคา €40,250
ถ้าคุณยังแคลงใจกับสมรรถนะของ Range Rover (แรนจ์โรเวอร์) ที่ตกรุ่นอยู่ใน
กรุเช่นนี้ ราคาประมูลเกิน 40,000 ยูโรของรถปีค.ศ. 1975 ที่เปลี่ยนเจ้าของมาแล้วห้าคนคันนี้
คงจะพิสูจน์อะไรได้ไม่มากก็น้อย รถวิ่งไปเพียง 74,000 กิโลเมตรเท่านั้น สภาพเดิม
แบบสุดๆ แถมสีทองคลาสสิกนี้ก็ดูเข้ากับรูปลักษณ์ตัวถังเป็นอย่างดี

Related Post

มารู้จัก Big Boys’ Toys: ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติ

ไม่จำเป็นเสมอไปที่เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติจะให้คุณได้แค่น้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยว เมื่อในโลก
ยุค 4.0 นำเสนอของเล่นที่น่าสนใจมากกว่าอย่าง “ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติตั้งอยู่บนเกาะสิงคโปร์ดำเนินการและจัดสร้างโดยบริษัท Autobahn Motors มีลักษณะเป็นอาคารสูง 17 ชั้น บรรจุรถยนต์ได้คราวละ 60 คัน ซึ่งมีทั้งรถยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดและรถยนต์รุ่นคลาสสิก ไล่มาตั้งแต่ Morgan Plus4 1955 สีฟ้าอ่อน Mercedes-Benz SL Pagoda สภาพนางฟ้า Lamborghini, Porsche, Bentley, Rolls-Royce ฯลฯ

 

Inspiration

กว่า 28 ปีแล้วที่ Autobahn Motors ดำเนินธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้ว (Pre-owned Car) ในประเทศสิงคโปร์ แต่แนวคิดใหม่สุดอลังการนี้ถือกำเนิดขึ้นจากการที่ Gary Hong (แกรี ฮง) พาลูกชายไปเดินซื้อของเล่นในร้าน Toys ‘R’ Us และเห็นรูปแบบการจัดเก็บรถจิ๋ว (Matchbox Car) ในตู้ ซึ่งดูแล้วช่างเรียบง่ายและสวยงาม หลังจากระดมสมองปรึกษาถึงความเป็นไปได้กับสถาปนิก ก่อนจัดสร้างตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติ “The World’s Tallest Luxury Car Vending Machine”

But How?

ขั้นตอนในการใช้บริการนั้นถือว่า ง่ายมาก เพียงจิ้มหน้าจอระบบสัมผัสเลือกรถที่คุณ ระบบสุดทันสมัย AIMS (Automotive Inventory Management System) ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่ได้มากถึง 10 เท่า จะนำรถลงมาจอดให้คุณยลโฉมภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที จังหวะที่รถจอดนิ่งที่พื้นแล้ว ถาดจะหมุนตัวรถมาทางคุณ พร้อมฉายไฟสปอร์ตไลต์รอบตัวรถ หลังจากนั้นก็เป็นการต่อรองราคาจนพอใจทั้งสองฝ่าย

 

หลังอ่านจบ เรารู้นะว่าคุณกำลังวางแผงจองตั๋วไปสิงคโปร์อยู่ใช่ไหมล่ะ ?

Related Post

สตีฟ แม็คควีน เก๋าขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกขับรถเล็กอย่าง Mini

text: Patsaya Ch.

ได้ชื่อว่าชอบความเร็ว แน่นอนว่ารถยนต์ในกรุของ สตีฟ แม็คควีน (Steve McQueen) จึงไม่ได้มีเพียงแค่คันเดียว แต่ถ้าถามถึงรถคันพิเศษ หนึ่งในนั่นย่อมหนีไม่พ้น Austin Mini Cooper S ปี 1961 หรือเจ้ามินิคันจิ๋วสีน้ำตาลเมทัลลิกที่ลงตัวด้วยหลังคาสีเบจ อย่างเท่ ซึ่งคุณอาจสงสัยว่าทำไมหนุ่มผู้ชื่อได้ว่าเป็น King of Cool ของวงการฮอลลีวู้ดถึงชอบรถคันเล็กๆ หน้าตาขี้เล่นคันนี้ เพราะดูไม่น่าจะเข้ากับบุคลิกที่ห้าวหาญแข็งแกร่งของแม็คควีนเลยสักนิด เรื่องนี้จะว่าไปก็ถูกแค่ครึ่งเดียวเรื่องหน้าตา เพราะแท้จริงแล้ว Mini Cooper ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นรถแข่งที่คว้าชัยชนะมาแล้วถึงสี่ครั้ง

จากเดิมเป็นสีเขียวถูกเปลี่ยนให้เป็นสีช็อกโกเลตซึ่งเป็นสีโปรดของแม็กควีน

เมื่อผู้ให้กำเนิดรถมินิ Alec Issigonis และ John Cooper นักวิศวกรรถแข่งชื่อดัง ได้ร่วมมือกันโมดิฟายและพัฒนารถมินิให้เป็นมากว่ารถที่สร้างสีสันบนสนามแข่ง จวบจนกระทั่งปี 1964 ที่ MINI Cooper S สามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกในรายการมอนติคาร์โลแรลลี่ได้สำเร็จ หลังเอาชนะรถแข่งจากประเทศตัวเต็งอย่างเยอรมันและอิตาลี กลายเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ในวงการยานยนต์ในช่วงข้ามคืน หลังจากนั้นเจ้า MINI Cooper S คันนี้ก็ทยานเข้าเส้นชัยในรายการเดียวกันได้อีกถึงสี่ครั้ง จะพลาดก็แค่ปี 1966 ที่ถูกตัดสิทธิ์เพราะใช้ไฟหน้าผิดกติกา (หืม?)

ท่านเซอร์ Alec Issigonis บิดาผู้ให้กำเนิด Mini

 

หนึ่งในมินิรุ่นเก่าในเมืองไทยที่นำมาแสดงในงานที่จัดไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

นับแต่นั้นมาชาวโลกก็หันมามองรถมินิกันใหม่ โดยไม่ได้มองว่ามินิเป็นเพียงรถสวยที่เน้นขายหน้าตา ขายสไตล์ ไม่เน้นสมรรถนะ เพราะแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์แห่งวงการรถได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไอ้ที่เห็นซิ่งกันในหนัง The Italian Job ไม่ได้เป็นเรื่องเกินจริงเลยสักนิด และแม็คควีนเองก็คิดไม่ผิดที่จับจองเป็นเจ้าของรถมินิสุดเท่

John Cooper ชื่อนี้กลับมาอีกกับรุ่นใหม่ Mini John Cooper Works Countryman

Related Post

7 เซเลบริตี้ผู้เป็นเจ้าของ Porsche

นอกจาก มาริโอ้ เมาเร่อ ที่แฟนตัวยงของ Porsche (ปอร์เช่) ก็ยังมีดาราไทย และเซเลบริตี้ระดับโลกอีกหลายคนที่เป็นสาวกของเจ้าชายกบแห่งเมืองสตุ้ทการ์ดเช่นกัน

Nicolas Cage

ดารารุ่นใหญ่อย่าง เคจ ซื้อรถมากถึง 22 คันในปี 2007 เป็น Rolls-Royce 9 คัน และ Porsche หลายคัน ซึ่งแน่นอนว่า Porsche ในโรงรถของ นิโคลัส เคจ ก็เป็นรุ่นที่ขึ้นแท่นหายากระดับโลก เช่น Porsche 365 Pre-A Speedster , Porsche Carrera GT และ Porsche 911 Carrera RS 2.7 เป็นต้น

 

Ralph Lauren

ถ้าอยากรู้ว่ารายได้ของ Ralph Lauren ไปอยู่ที่ไหน เราตอบให้ได้แน่นอนครับ เพราะส่วนหนึ่งคุณปู่ราฟได้ใช้ไปกับการสะสมรถคลาสสิคระดับตำนานแทบจะทุกแบรนด์ที่คุณนึกออก สำหรับเจ้าชายกบแล้ว ดีไซน์เนอร์ระดับตำนานมีรถในครอบครองที่นับได้ก็ประมาณ 10 กว่าคัน มูลค่ารวมๆ กันหลายสิบล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว

 

 

Patrick Dempsey

ชายผู้เคยได้รับการยอมรับจากสาวๆ ทั่วโลกว่าเป็นหนุ่มสุดเซ็กซี่ที่สุดในโลก ไม่เพียงแต่ครอบครอง Porsche 356 ปี 1963 ที่เขาซื้อเองตั้งแต่อายุ 18 เท่านั้น แต่ความคลั่ง Porsche ของเขานั้นส่งผลให้เขาได้มีโอกาสไปวาดลวดลายในวงการ Motor Sport และใช้ Porsche ลงแข่งขันในสนาม และยังมีทีมเป็นของตัวเองที่ใช้ชื่อว่า ‘Dempsey Racing’

 

Adam Levine

นางฟ้าแห่ง Victoria Secret อย่าง Behati จะรู้ไหมว่า Porsche 356 Speedster สุดเท่คันนี้รับสาวมานักต่อนักแล้ว แหม เท่ขนาดนี้สาวคนไหนจะไม่อยากนั่งละครับ ถ้าพูดถึงคันใหม่ขึ้นมาหน่อย อดัมก็มี Porsche 911 Carrera คันดำ และล่าสุด Porsche 911 (991) Turbo S สีดำ ลำพังทั้ง 3 คันที่กล่าวมาน่าจะบอกได้ว่าอดัมชอบรถสีดำขนาดไหน

 

ท็อป ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี

ภาพจาก @topnathasedh

พิธีกร และนักธุรกิจชื่อดังถือเป็นหนึ่งในคนไทยที่เลี้ยงกบไว้ฝูงใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Porsche 911 (997) Carrera S, Porsche 911 (991) Techart, Porsche Boxster Spyder, Porsche Cayenne แต่งเต็ม เท่านั้นยังไม่พอ เขายังมีฝูงม้าลำพองจอดแดงเถือกอยู่เต็มบ้านอีกหนึ่งฝูงใหญ่ สำหรับคุณท็อปแล้ว Porsche ได้เข้ามาเติมเต็มชีวิตให้อบอุ่นขึ้นได้จริงๆ เห็นได้จากการที่ไปออกทริปขับ Porsche ต่างจังหวัดกับคุณพ่ออยู่บ่อยๆ

ภาพจาก @topnathasedh

 

แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ

เครดิตภาพจาก GT Porsche Magazine

ใครจะเชื่อว่าเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงไทย ก็เป็นหนึ่งในนักสะสม Porsche เช่นกัน คุณแอฟได้รับการปลูกฝัง DNA ของ Porsche มาจากคุณพ่อหรือคุณอนุสรณ์ ภักดิ์สุขเจริญ มาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น แต่ละคันที่บ้านภักดิ์สุขเจริญสะสมล้วนแต่พิเศษทุกคัน ไม่ว่าจะเป็น Porsche 911 (930) Turbo Targa, Porsche 911 (991) 50th Anniversary, Porsche 911 (991) GT3 ทำให้พูดได้เต็มปากแล้วครับว่านี่แหละแฟน Porsche ตัวจริง

เครดิตภาพจาก GT Porsche Magazine

 

มาริโอ้ เมาเร่อ

เครดิตภาพจาก Nation TV

ถ้าไม่พูดถึงหนุ่มคนนี้คงจะไม่ได้ เพราะเป็นกระแสโด่งดังลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแทบทุกฉบับ รวมไปถึงการพูดถึงในโซเชียลมีเดียว่ารถคันนี้ที่โดนโชเฟอร์แท๊กซี่ยิงหินใส่จนกระจกด้านคนขับแตกทั้งบานคือรุ่นอะไร และพิเศษอย่างไร รถเจ้าปัญหาคันนี้ได้แก่ Porsche 964 Targa Carrera S ปี 1990 พิเศษตรงที่มันเป็นที่ต้องการของเหล่านักสะสม Porsche ทั่วโลกอย่างมาก รุ่น Targa มีการออกแบบหลังคาที่มีเสน่ห์มาก สามารถเปิดได้เพียงครึ่งเดียว มีคาน B ที่รับกระจกหลังทรงโค้งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจ้า Porsche 964 Targa ที่ Porsche หยุดผลิตหลังคาสไตล์ดังกล่าวไปร่วม 20 ปี ก่อนกลับมาใช้อีกครั้งกับรุ่น 991

สุดท้ายหลายคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่าราคาค่ากระจกรถคู่ใจของมาริโอ้ที่แตกไปจะเท่าไรกันเชียว ผมเช็กมาให้แล้วครับ ราคาอะไหล่มือสองที่ขายกันในเว็บอยู่ที่ราวๆ 20,000 บาท ลองเดากันเล่นๆ แล้วกันครับว่ามือหนึ่งจะอยู่ที่เท่าไร  

Related Post

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์5 ใหม่ล่าสุดที่อัดแน่นมาด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีล้ำสมัย

จากที่ BMW ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากกับ BMW 5-Series รหัส F10 เหล่านักวิจารณ์ และสาวก BMW ก็ได้ตั้งความคาดหวังกับ The All-New BMW 5-Series ตัวใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา กับรหัสตัวถัง G30 

เจเนอเรชั่นที่ 7 ของ BMW 5-Series มิติตัวถังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นก่อนพอสมควร ทั้งความยาวที่เพิ่มขึ้นถึง 36 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 6 มิลลิเมตร และสูงขึ้น 2 มิลลิเมตร รวมถึงระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 7 มิลลิเมตร แต่ความใหญ่ขึ้นของตัวใหม่นี้ ไม่ได้ทำให้มันสวยน้อยลงเลย ถึงแม้เส้นสายจะไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก ซึ่งทาง Johann Kistler หัวหน้าโปรเจค G30 ได้ให้สัมภาษณ์ไ้ว้ว่าการออกแบบของ G30 มาจากความคิดเห็นจากผู้ใช้ F10 จำนวน 2.1 ล้านคนนั่นเอง จึงทำให้ยังคงเส้นสายเดิมๆเอาไว้ แต่ก็ให้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น โดยในส่วนท้ายรถได้มีการรีดน้ำหนักให้เพรียวแบนขึ้น กันชนท้ายเตี้ยลงเพิ่มความสปอร์ต กระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์เด่นมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีเส้นไฟหน้าแบบ Adaptive LED Headlights  มารับ สไตล์เดียวกับพี่ใหญ่ อย่าง BMW 7-Series และได้แฝงระบบ Active Air Stream Kidney ซึ่งสามารถ เปิดปิด เพื่อรีดลม และ ให้อากาศเข้าไประบายความร้อนในเครื่องยนต์ได้ ด้านข้างของ G30 มีการเพิ่มเส้นที่หนาขึ้นตั้งแต่ปลายซุ้มล้อหน้าลากไปบรรจบไฟท้าย และเพิ่มเส้นสายชายประตูด้างล่าง(Hockey Stick) มาประยุกต์ใช้ ทำให้ดูบึกบึน แข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย ทั้งยังส่งผลถึงหลักพลศาสตร์ที่ทำให้ G30สามารถทรงตัวได้ดีมากขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆอีกด้วย 

ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นอายจาก BMW 7-Series ทั้งยังมีการเพิ่มอุปกรณ์มากมายไม่ว่าจะเป็น Head up display แบบMulticolour ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น 70%, Touchscreen Display ขนาด 10.25 นิ้ว, ระบบ Gesture Control ใช้งานง่ายเพียงแค่โบกหรือวาดมือบริเวณหน้าจอ, Wireless Charging เพียงแค่วางมือถือในจุดชาร์จไม่ต้องต่อสายให้ยุ่งยาก และMessage Seat เบาะนั่งพร้อมระบบนวด 8 แบบ 

ห้องโดยสารมีการตกแต่งด้วยหนังวัวเกรดพรีเมียมที่ให้ผิวสัมผัสที่ดีเยี่ยม Head-Room โดยรวมโอ่โถงขึ้น และ Leg-Room ด้านหลังที่ยาวมากขึ้น ประกอบกับพื้นที่เบาะที่ถูกออกแบบมาเป็น 3 ที่นั่ง ซึ่งเกิดจากการออกแบบมิติรถที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติอย่างที่กล่าวมาข้างต้น


ปัจจุบัน BMW Thailand มีขนาดเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ด้วยกัน คือ BMW 530i M Sport ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินTwin Power Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า ที่ 5,200 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,800 รอบ/นาที ปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 126 กรัม/กิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที  และ BMW 520d Luxury มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลTwin Power Turbo 4สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,500รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ 132 กรัม/กิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,899,000 บาท

Related Post

เมอร์เซเดส-เบนซ์ส่ง GLA ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ราคาโดนใจเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ซึ่งคราวนี้มีตัวเลือกให้ลูกค้ามากถึง 3 รุ่น ตอบโจทย์การใช้งานในทุกระดับตั้งแต่ GLA 200 Urban GLA 250 AMG Dynamic และ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่จะมอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ บนดีไซน์อันปราดเปรียว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันเหลือร้ายมากกว่าที่เคย

ในรุ่น GLA 200 Urban เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 1.6 ลิตร แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 8.1 วินาทีจะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 2,090,000 บาท

รุ่น GLA 250 AMG Dynamic เครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 2 ลิตร แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 6.6 วินาที  จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 19 นิ้ว ราคาเริ่มต้น 2,390,000 บาท

และเจ้าตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ ขนาด 2 ลิตร พร้อมม้าในคอกอีก 381 ตัว แรงบิดสูงสุด 475 นิวตันเมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 4.4 วินาที ส่งพลังผ่านเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed สู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ที่จะให้คุณสามารถสนุกได้เต็มที่ทั้งทางตรงและในโค้ง ติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4,840,000 บาท

Related Post

New BMW 4 Series เจ้าใบพัดฟ้าขาวสองประตูจะพาคุณทะยานได้ไกล และมีสไตล์กว่าเดิม

เปิดศักราชใหม่ต้อนรับคูเป้ขนาดกะทัดรัด แต่สมรรถนะไม่กะทัดรัด กับ The New BMW 4 Series

ตั้งแต่ในอดีต (กว่าสามทศวรรษมาแล้ว) มาจนถึง ปัจจุบัน ถ้าพูดถึงรถสปอร์ตคูเป้สักรุ่น แน่นอนว่าต้องมี BMW 3 Series Coupe ติดอยู่ในลิสต์แน่นอน BMW 3 Series รหัส E30 นับเป็น BMW รุ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ถือเป็นรุ่นที่ทำให้คนไทยเปิดใจรับแบรนด์ใบพัดสีฟ้าเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงทิศทางการตลาดแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก BMW ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แบ่ง segment รถยนต์ขึ้นใหม่ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้ BMW 3 Series ที่ในอดีตมีทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Saloon, Touring, Convertible และ Coupe ต้องทิ้งตำนาน 3 Series Coupe/Convertible ไว้ที่รุ่น E92/E93 และได้ให้กำเนิด BMW 4 Series ในรหัสตัวถัง F32/F33 ขึ้นมาทดแทน ซีรีส์ใหม่ที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อนก่อกำเนิดขึ้น และส่งผลดีตามคาด (นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกได้ทำยอดขายไปมากกว่า 400,000 คันทั่วโลก) ภายใต้ชื่อใหม่ได้สร้างภาพลักษณ์ให้เจ้าคูเป้ปราดเปรียว ทรงพลังคันนี้ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

The New BMW 4 Series 2017 ได้ปรับเส้นสายด้านหน้าให้เป็นไปตาม BMW รุ่นใหม่ๆ โดยเส้นไฟ Daytime Running Lights ลากไปบรรจบกับกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมไฟหน้าแบบ Bi-LED และไฟตัดหมอกแบบ LED ที่มีมาให้ตั้งแต่ตัวเริ่มต้น ดีไซน์กันชนหน้า และล้อลายใหม่ที่แตกต่างกันตามรุ่นย่อยที่คุณเลือก (Advantage, Sport Line, Luxury Line และ M Sport) พ่วงด้วยไฟท้ายสุดอัจฉริยะ Dynamic Brake ที่ปรับความสว่างของไฟเบรกขึ้นตามน้ำหนักการเหยียบเบรก และสว่างเข้มทันทีเมื่อเบรกกะทันหัน ภายในตกแต่งได้อย่างพิถีพิถัน และทันสมัย มีการปรับปรุงระบบ Multifunctional Instrument Display ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนเรือนไมล์ทั้งหมดเป็นระบบดิจิตอล ปรับได้ 3 โหมดตามสไตล์การขับขี่ของคุณ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความสปอร์ตแบบ BMW Cockpit ที่เอียงองศาเข้าหาผู้ขับขี่เล็กน้อย เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการควบคุมรถ พร้อมพวงมาลัยแบบ Sport Steering Wheel คอนโซลกลางสี High Gloss Black ที่ทั้งหรูและสปอร์ตในเวลาเดียวกัน สีตัวถังภายนอกใหม่แสนเจ็บทั้งสองสี ได้แก่ Snapper Rocks Blue และ Sunset Orange

2017 BMW 4 Series Interior specs 1600 X 906 – Edmundr

สำหรับ เจ้า 420i คันนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทวินเทอร์โบ 184 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร พลังงานจากเครื่องยนต์ส่งพลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พุ่งผ่านเพลาเกลางไปยังเฟืองท้ายลงสู่ล้อหลัง ซึ่งสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยเวลา 7.5 วินาที ซึ่งแรงพอที่จะทำให้สาวที่นั่งข้างคุณต้องแอบเอามือจิกเบาะ และหันมายิ้มหวานให้คุณอย่างแน่นอน

Related Post

เจ้าของ ผู้บริหาร กฎกติกาใหม่: Formula 1 จำเป็นต้องเร่งเครื่องครั้งใหญ่

Will the Formula 
One finally become 
exciting again?

การวางมือของ Bernie Ecclestone (เบอร์นี เอเคลสโตน) ซึ่งเป็นกูรูและผู้สนับสนุนรายใหญ่มากว่า 35 ปี ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการแข่งขันรถ F1 ในส่วนของการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ ผู้ชมจะได้พบกับรถแข่งที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าที่เคยมีมาด้วยยางล้อหลังขนาดใหญ่ สปอยเลอร์ท้ายที่ต่ำลงและตัวรถที่มีลวดลายดึงดูดใจมากขึ้น การปรับลุคใหม่แบบนี้จะทำให้การเข้าโค้งรวดเร็ว และมีรสชาติยิ่งขึ้นเนื่องมาจากกติกาทางเทคนิคอันใหม่ที่มีการอนุโลมเพื่อให้การแข่งขันรายการ กรังด์ปรีซ์เร้าใจมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่การจำลองการแข่งขันยังทำให้เห็นว่าระยะเวลา
ต่อรอบจะมีการพัฒนาขึ้นโดยเฉลี่ย 4-5 วินาทีในฤดูกาลนี้ บรรดานักแข่งเฝ้ารอคอยที่จะฝ่าความเจ็บปวดทางกายจากการขับขี่รถแข่งของพวกเขาพอๆกับที่ช่างเครื่องยนต์พยายามที่จะให้กลไกเครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ ในช่วงฤดูหนาว ต่างคนต่างจะประชันเครื่องยนต์เกือบ 1,000 แรงม้า ยางรถและ
สปอยเลอร์ขนาดใหญ่ขึ้นทำให้เพิ่มแรงต้านความลู่ลมและลดความเร็วในจุดปล่อยตัว 18 – 24 กิโลเมตร
ต่อชั่วโมง การเข้าโค้งจะเป็นช่วงที่นักแข่งจะรู้สึกถึงสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น พวกเขาจะต้องทนกับแรงต้านจากด้านข้างมากกว่าที่เคยเป็น (5 เท่าของน้ำหนักตัว) จะเกิดลักษณะเดียวกันในขณะเบรกซึ่งจะใช้เวลาน้อยลงเนื่องจากการเกาะยึดเชิงกลที่ดีขึ้น นักแข่ง 20 คนที่จะเข้าแข่งขันชิงแชมป์โลก F1 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมเป็นต้นไป ต้องเข้าโปรแกรมฝึกความแข็งแกร่งทางร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้ที่แทบจะเข้มข้นราวกับฝึกทหารเพื่อเตรียมความพร้อมกล้ามเนื้อโดยเฉพาะส่วนคอและแขน สำหรับคนที่ยังไม่ฟิตเต็มที่ก็จะได้เผชิญกับวันอาทิตย์อันยากลำบาก ด้วยช่วงของการเบรกที่ลดน้อยลงจะทำให้นักแข่งรถแซงกันได้ยากขึ้นถึงกระนั้น การขับเคลื่อนรถได้อย่างมีทักษะเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะสร้างความโดดเด่นเท่านั้นหากแต่ยังทำให้เกิด
แรงเสียดทาน ข่าวดีอีกข้อหนึ่งคือกรรมการการแข่งขันจะลดความเข้มงวดลงและยกเลิก บางจุดโทษที่เคย
เอาโทษผู้แข่งขันในหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาเอาใจผู้ชมในด้านธุรกิจ ภายหลังการวางมือของเบอร์นี เอเคลสโตน ผู้ครองรายการ F1 มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1980 กลุ่มนายทุนอเมริกันเจ้าของ Liberty Media ที่ซื้อรายการนี้มาในราคา 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยใช้เงินกองทุนลงทุนของ CVC Capital Partners ตั้งใจจะปรับ
การแข่งขันให้ทันสมัยมากขึ้น และขยายกลุ่มผู้ชมให้กว้างขึ้น ในลำดับแรก Liberty Media มีเป้าหมายที่จะให้ผู้ชมหันมาติดรายการแข่งรถ F1 โดยการถ่ายทอดรายการทางโทรทัศน์ซึ่งหยุดไปเมื่อหลายปีมาแล้ว 
ยิ่งไปกว่านั้น นักธุรกิจที่บริหารจัดการการแข่งรถระดับโลกนี้ต้องการมองหาแหล่งเครือข่ายทางสังคมซึ่งเจ้าของและผู้บริหารชุดเก่าไม่เคยคำนึงถึง พวกเขาหวังที่จะดึงดูดผู้ชมวัยหนุ่มสาวกว่ากลุ่มเดิมให้หันมาสนใจการแข่งขันเช่นกันในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ทางอินเตอร์เน็ต การขยาย และทำให้กลุ่มผู้ชมมีความหลากหลายขึ้นมีวัตถุประสงค์ สำคัญที่จะโน้มน้าวเชิญชวนให้ผู้ผลิตยานยนต์รายใหม่ๆ หันมาลงทุนในรถ F1 ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ยังกล้าเนื่องจากการทำทีมนั้นใช้เงินลงทุนสูง ในขณะเดียวกัน Liberty Media ก็กำลังศึกษาหาวิธีในการกระจายรายได้ ที่ดีขึ้น ด้วยความช่ำชองด้านการตลาดในวงการกีฬาและประสบการณ์อันโชกโชนในโลกธุรกิจ ทีมงาน  ชาวอเมริกันชุดใหม่นี้เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะสามารถ ตรึงเสน่ห์และความน่าดึงดูดใจของการแข่งขันรถ F1 ไปตลอดศตวรรษที่กำลังมาถึง

Related Post

Lexus NX 200t เอสยูวีขนาดเล็ก ที่อัดแน่นไปด้วยความหรูหราและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

ในยุคนี้ยานยนต์ได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยหรูหราเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ซึ่งก็คงต้องยกให้เป็นปีทองของรถยนต์เอสยูวี ที่หลายค่ายแบรนด์ดังต่างก็สรรสร้างรถยนต์เอสยูวีของตนให้โดดเด่นกว่าใคร และหนึ่งในเอสยูวีที่อยู่ในระดับต้นๆ นั้น ก็คงต้องมีชื่อแบรนด์ดังอย่าง Lexus (เล็กซัส) ติดโผอยู่เป็นที่แน่นอน และถึงแม้ว่า lexus จะเป็นค่ายที่ผลิตยนต์ที่เน้นความหรูหรานุ่มนวลพร้อมสมรรถนะที่เป็นเลิศมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี แต่กลับไม่เคยได้นำเทคโนโลยีเทอร์โบมาใช้เลยแม้แต่รุ่นเดียว แต่ล่าสุดนี้ lexus ก็ได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีเทอร์โบเข้ามาใช้กับรถครอสโอเวอร์ตัวเล็กเป็นครั้งแรกในรุ่น Lexus NX200T

2015-Lexus-NX-200t-F-Sport-side-profile1

รถยนต์เอสยูวีขนาดเล็ก รูปลักษณ์ภายนอกสไตล์โฉบเฉี่ยว โดยทั้งไฟหน้าจรดไฟท้ายมีทรงปราดเปรียวรูปตัว L  กระจังหน้าทรงนาฬิกาทราย เส้นด้านข้างเน้นความเฉียบคม โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่เพิ่มความสปอร์ตแบบครบเครื่องกันเลยทีเดียว

ภายในยังคงอัดแน่นไปด้วยความหรูหราสไตล์สปอร์ตอย่างลงตัว เบาะนั่งและคอนโซลหน้าใช้วัสดุหนังอย่างดีในการผลิต คอนโซลหน้ามาพร้อมจอแสดงผลอินโฟเทนเมนต์ ควบคุมด้วยปุ่มคอนโซลกลาง ด้านสีสันและการตกแต่งมีให้เลือกถึง 5 แบบ ทั้งแนวหรูหราด้วยสีครีม เรียบง่ายกับสีดำ เข้มขรึมกับสีน้ำตาล ทันสมัยกับสีแดง หรือจะเป็นสปอร์ตพรีเมียมด้วยชุดแต่ง F-Sport เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างครบครัน

2015LexusNX200tFSportinterior-1

แม้จะเป็นรถเอสยูวีขนาดเล็ก แต่ก็แอบซ่อนขุมกำลังเครื่องยนต์ที่เร้าใจ ด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบเพื่อมอบประสิทธิภาพให้อัตราเร่งที่แรงสะใจมากขึ้น เครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2,000 ซีซี ที่ให้พละกำลัง 238 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร มีระบบ VVT-iW ที่ช่วยเผาไหม้ได้อย่างหมดจด ระบบ Twin-Scroll Turbocharger ที่ทำงานร่วมกับ Air-to-Liquid เพื่อให้คุณสามารถเร่งแซงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังประหยัดน้ำมันและลดมลพิษได้อย่างดีเยี่ยม เครื่องยนต์รุ่นนี้ถูกส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบควบคุมการกระจายแรงบิดที่ล้อหน้าและหลัง ในด้านของระบบช่วยเหลือในการขับขี่ก็จัดเต็มสมชื่อ Lexus โดยมีทั้งระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control เซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณคนเดินรอบคัน ระบบรักษาช่องทาง ระบบตรวจจับวัตถุในจุดบอด ระบบไฟหน้าอัจฉริยะช่วยป้องกันไฟส่องรถคันอื่น และระบบหยุดรถอัตโนมัติเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการชนอีกด้วย

พูดได้เลยว่า ความหรูหราและความสะดวกสบายที่ Lexus มอบให้นั้นมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม มาพร้อมกับความประหยัดและความปลอดภัยที่ Lexus ยังคงให้ความสำคัญอยู่มาโดยตลอด

Content by Tachakorn M.

Related Post