The brave come to town : ออเนอร์ (Honor) ปฏิวัติวงการ การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนแรงดีไม่มีตก

The brave come to town

ในสมมรภูมิการต่อสู้แต่ละครั้ง ก็จะมีเจ้าสนามที่คุ้นเคยหรือเป็นผู้ชนะในการประลองเสมอๆ แต่ก็จะมีผู้กล้าที่ชูมือสุดแขนพร้อมความมั่นใจที่อยากจะขอเอาจุดเด่นของตัวเองมาฟัดกับเหล่าเซียนที่คุมสนามมานานจนบางทีผู้ชมโดยรอบก็เริ่มเบื่อกับมุก หรือท่าไม้ตายเดิมๆ

ออเนอร์ (Honor) อีแบรนด์ ชั้นนำด้านสมาร์ทโฟนซึ่งก่อตั้งขึ้นภายใต้สโลแกน “เพื่อผู้กล้า” (For the Brave) ขอมาเป็นผู้กล้าเพื่อลงสู้ศึกสมาร์ทโฟนที่ดุเดือดตลอดช่วงปี ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟน ออเนอร์เพลย์ (Honor Play) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าวจะเป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่จะปฏิวัติวงการ การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนด้วยความรวดเร็วและลื่นไหลในการเล่นเกม และเสพความบันเทิงต่าง ๆ ในแบบที่อุตสาหกรรมเกมทั่วโลกต่างรอคอย ออเนอร์เพลย์ มาพร้อมประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือกว่า ด้วยเทคโนโลยี GPU Turbo ใหม่ล่าสุดที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการประมวลผลกราฟิกที่รวดเร็ว และมีแบตเตอรี่ ที่สามารถใช้งานติดต่อกันได้อย่างยาวนาน ตอบสนองต่อความต้องการของเกมเมอร์รุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี (แบตเตอรี่สามารถอยู่ได้นานกว่าผลิตภัณฑ์รุ่นเรือธงของแบรนด์อื่น ๆ กว่า 30 นาที ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องถึง 4.5 ชั่วโมงแบบไม่มีสะดุด )

ส่งมอบประสบการณ์ความบันเทิงและการเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่มีสมาร์ทโฟนรุ่นใดสามารถตอบสนองได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านพื้นที่และประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนและการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่อความนิยมในการเล่นเกมเชิงกลยุทธ์ เพิ่มสูงขึ้นและเทคโนโลยี อย่าง AR VR และ HDR ต้องอาศัยพลังในการประมวลผลกราฟิกสูง ออเนอร์ จึงร่วมมือกับ ผู้ผลิตเกมชั้นนำต่าง ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแต่สามารถแก้ปัญหาด้านสมรรถนะในการทำงานเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาสมาร์ทโฟนสำหรับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการเล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อน เรียกได้ว่าเป็นการ “เดินเกมรุก” ของออเนอร์ในตลาดอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนระดับโลก ด้วยสมาร์ทโฟนที่จะมาเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟน ด้วยประสิทธิภาพและราคาที่จับต้องได้เพียง 9,990 บาท


นอกจากนั้นออเนอร์เพลย์ยังมีเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้ประสบการณ์การเล่นเกมบนสมาร์ทโฟนลื่นไหลยิ่งขึ้นด้วยการส่งมอบประสบการณ์แบบ 4 มิติ ซึ่งประกอบด้วยเอฟเฟกต์เสียงแบบ 3 มิติ และระบบสั่นสะเทือนด้วย AI ซึ่งออกแบบมาสำหรับวัตถุและฉากต่าง ๆ ในหลากหลายเกมซึ่งเป็นที่นิยมบนสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะทำให้สามารถเปิดใช้งานโหมด AI 4D Smart Shock เพื่อการสั่นสะเทือนที่มีมากกว่า 30³ รูปแบบ ขึ้นอยู่กับทิศทางการเคลื่อนที่ของศัตรูหรือกระสุนปืนภายในเกม นอกจากนั้นยังมีระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 3 มิติจากเทคโนโลยี Histen 3D Audio ที่ช่วยให้เสียงรอบทิศทางสมจริงราวกับอยู่ในพื้นที่สู้รบจริงทำให้ผู้ใช้งานสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์เสียงที่เหนือระดับได้เหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์

ตัวเครื่อง มาพร้อมดีไซน์แบบ Metal Unibody บางเฉียบ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ สีน้ำเงิน และสีม่วง พร้อมหน้าจอจับถนัดมือขนาด 6.3 นิ้วและแสดงผลในอัตราส่วน 19.5:9 แบบไร้ขอบ

ออเนอร์ เป็นสมาร์ทโฟน อีแบรนด์ (e-brand) ที่มีความหลงใหลในการพัฒนาความเร็วและสมรรถนะ ในการทำงานของผลิตภัณฑ์เช่นเดียวกับ Audi ทำให้ทั้งสองแบรนด์นี้กำลังร่วมมือกันในการเฉลิมฉลองการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ออเนอร์เพลย์ ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ Audi R8 และ Audi Sports R8 LMS Cup ทำให้ ออเนอร์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างดีไซน์ที่นุ่มนวลและทันสมัยกับสมรรถนะในการใช้งานที่ไม่เป็นรองใคร เรียกได้ว่าทั้ง Audi R8 และ ออเนอร์เพลย์ ต่างก็นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็วเหนือจินตนาการได้อย่างไม่น้อยหน้ากัน เอา Audi R8 มาล่อซื้อแบบนี้ถ้าคุณเป็นคอเกมส์ตัวจริงที่ต้องการความเกรี้ยวกราดของระบบปฎิบัติการเฉกเฉ่นรถซุปเปอร์คาร์แล้ว ด้วยราคาที่น่ารักขนาดนี้ ซื้อมาติดตัวไว้แค่เล่นเกมส์ก็ยังได้เลย

ออเนอร์เพลย์เปิดให้พรีออเดอร์ในราคา 9,999 บาทได้ที่ LAZADA ตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม เวลา 17:00 น. ของประเทศไทยเป็นต้นไป

Related Post

Awaken Monkey จักรยานยนต์ในตำนานที่ถูกปลุกขึ้นมาซนอีกครั้ง

ถ้ากล่าวถึงจักรยานยนต์โมเดลระดับตำนานของฮอนด้าแล้วล่ะก็ Honda Monkey คงเป็นรุ่นหนึ่งที่น้อยคนจะไม่รู้จัก เพราะดีไซน์รูปโฉมที่เป็นเอกลักษณ์และชื่อเสียงที่สั่งสมมานานกว่า 50 ปี ทำให้เหล่านักสะสมมอเตอร์ไซค์ตัวจริงพากันเสาะหาเพื่อได้มาครอบครอง

“เพราะจุดเริ่มต้นของตำนานไม่ได้มาพร้อมความตั้งใจเสมอไป”
เช่นเดียวกับ Honda Monkey ที่เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1961 ด้วยความคิดซนๆ ของวิศวกรฮอนด้า ที่ต้องการสร้างรถคันเล็กๆ ขึ้นมาไว้ขี่เล่นในยามว่าง จึงเลือกหยิบเอาวัสดุใกล้ตัว นำมาสร้างสรรค์ประกอบเป็นรูปร่าง และนั่นคือเหตุผลที่ก่อให้เกิดเสน่ห์อันน่าหลงใหลของรถมินิไบค์อย่าง Honda Monkey ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าทรงกลม ถังน้ำมันขนาดเล็กที่วางแยกออกจากเบาะ ล้อขนาด 5 นิ้ว ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 50cc ทำให้จักรยานยนต์คันนี้สามารถส่งมอบความสนุกในการขับขี่ได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ด้วยรูปร่างขนาดเล็กกะทัดรัด ขี่สนุก แถมหน้าตาที่ผนวกไว้ทั้งความน่ารักและความเท่ ได้อย่างลงตัว จึงทำให้เป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นได้ในเวลาอันสั้น หลังจากที่ฮอนด้าได้ปล่อยของครั้งแรกโดยนำมาทดลองสนามให้เด็กๆ ได้ขับขี่ ณ สวนสนุกทามาเทค

ต่อมาในปี ค.ศ. 1967  ความสนุกของ Honda Monkey ยิ่งชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ฮอนด้าได้ออกแบบและพัฒนา Honda Z50M โมเดลที่ถูกออกแบบให้สามารถพับเก็บและพกพาไปได้ทุกที่ สร้างสรรค์ให้ไลฟ์สไตล์ใหม่แบบ Leisure Bike ให้ใครต่อใครไม่ว่าจะเป็นเพศไหนได้สนุกกันได้อย่างเต็มที่

Honda Monkey จึงไม่ได้เป็นแค่รถที่ไว้ขับเล่นๆ อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น Toy Bike ของเล่นของสะสมสำหรับผู้ใหญ่ที่มีความซนในหัวใจ ด้วยเอกลักษณ์ของ Monkey ที่สามารถตกแต่ง ดัดแปลงชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามแต่เจ้าของจะรังสรรค์ไอเดียลงไปกับตัวรถ ทำให้ Monkey สามารถสะท้อนตัวตนอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ถ้าลองค้นหาข้อมูลกันดูจะพบว่าชื่อเสียง ความนิยมของ Honda Monkey นั้น ไม่ได้หยุดแค่ที่ญี่ปุ่นแต่ความซนได้ถูกส่งต่อ และครองใจคนทั่วโลกทั้งในยุโรป และอเมริกา เพราะเราะจะได้เห็นภาพคนดังกับลีลาซนๆ บนหลัง Monkey คันน้อย ไม่ว่าจะเป็น Elsa Martinelli ดาราสาวชาวอิตาลี่ ที่กำลังขี่เจ้า Monkey บนถนนสักสายท่ามกลางความวุ่นวายและจอแจ หรือ ภาพกลุ่มสมาชิก Jackson Five สมัยเฟื่องฟูที่อยากให้คุณลองทายกันดูว่า เด็กหนุ่มบนรถ Monkey สีเหลืองตรงกลางภาพนั้นเป็นใคร หรือ แม้กระทั่ง John Lennon และลูกชายบนรถคันเล็กที่ฝรั่งบอกว่านี่คือ Mini bike ที่ชื่อว่า Honda Monkey

 

นี่คือสิ่งยืนยันว่า Honda Monkey นั้นตอบโจทย์ตรงใจนักสะสมที่ยังมี DNA ความซนแบบเด็กๆ ให้ได้กลับมาจริงจังกับการเล่นเพื่อเติมเต็มความสนุกแบบวัยเด็กได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ตำนานก็ไม่ต้องเป็นสิ่งที่มีไว้เพียงแค่ให้คนระลึกถึงเพียงอย่างเดียว” วันนี้ Honda Monkey 2018 พร้อมกลับมาสานต่อความสนุกซนให้เต็มที่มากยิ่งขึ้น ด้วยการส่งต่อเอกลักษณ์ จิตวิญญาณความซนของ Honda Monkey จากอดีตมาสู่ปัจจุบันสมกับที่เรียกว่า Today’s Original จริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าทรงกลม และเบาะนั่งเดี่ยวที่แยกกับตัวถังน้ำมันที่ทำจากเหล็ก รวมถึงท่วงท่าอันเป็นเอกลักษณ์ในการขับขี่ แบบค่อมคู้ และทุกท่านยังสามารถสนุกไปกับการ Custom รถคันโปรดได้อย่างเต็มที่กับชุดแต่งจาก 5 สำนักแต่งชื่อดังระดับโลก H2C for CUB House, Bikers, G’craft, Kitaco ,Moriwaki

 

Honda Monkey พร้อมให้คุณได้ไปสัมผัสประสบการณ์ความซนครั้งใหม่ได้แล้ววันนี้ที่ CUB House เอกมัย ซอย3 

หรือติดตามข่าวสารได้เพิ่มเติมทาง CUB House Fanpage

https://goo.gl/2KQVwa

นอกจากนั้น Honda Monkey นี้ยังได้สองพี่น้องสุโกศล คุณน้อย คุณสุกี้ สองพี่น้องสุดซนแห่งวงการดนตรีและวงการไบเกอร์มาปลุกความซนในตัวของทุกคนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมเสียอีก ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า…

คุณซนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

Awaken Monkey

 #HondaMonkey #Monkey2018 #CUBHouse

Related Post

Unbox: Honor 10 มาร์ทโฟนใหม่จากค่าย Honor

L’Officiel Hommes Thailand ได้สมาร์ทโฟนใหม่จากค่าย Honor มาลองเล่นครับสารภาพว่า ตอนที่ได้มา ตื่นเต้นนิดๆ เพราะรู้จักเจ้านี่ผ่านเพื่อนชาวฝรั่งเศสที่คุยกันผ่าน FB เมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าได้ Honor 10 มาใช้แล้ว แถมยังป้อนข้อมูลย้ำความแรงอีกว่า ที่ยุโรป สามาร์ทโฟนเชื้อสายจีนรุ่นนี้ ขายดีแบบ #หมดเกลี้ยง ภายในวันเดียว! (ที่สเปน หมดภายใน 6 ชั่วโมง) เจ้า Honor 10 จัดอยู่ในตระกูล ซีรี่ส์ N (Honor มีด้วยกัน 4 ซีรี่ส์ คือ View, N, X และ Lite) ซึ่ง N เป็นซีรี่ส์ที่สเป็กสูงสุดของแบรนด์เค้าครับ

สำหรับตัวเครื่อง เราให้ผ่านนะ สวยดี! รูปทรงโค้งมน บนความหนากำลังดี แถมสีก็สะดุดตาดีครับ อ้อ! Honor เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ Hauwei นะ ตัว Honor10 เลยเกือบจะดูเหมือนถอดแบบมาจาก Hauwei P20 ที่เปิดตัวก่อนหน้าไปไม่นานต่างกันก็เล็กน้อยเท่านั้น

ปุ่มเปิดปิดเครื่องและปรับเสียงอยู่ที่ข้างตัวเครื่องในขณะที่ใช้การสแกนนิ้วหรือสแกนใบหน้าเพื่อการปลดล็อกที่น่าสนใจคือจอภาพติดฟิล์มกระจกมาให้เรียบร้อยเรียกได้ว่าซื้อปุ๊ปใช้ได้ทันที ความพิเศษของเจ้านี่เด่นในเรื่องกล้องครับ

กล้องหน้า มาพร้อมความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ที่มีโหมด Beauty มาพร้อมในตัวเครื่อง ถ่ายแล้วสวยเลย ไม่ต้องผ่านแอป แถมยังมีโหมด Portrait และ Portrait Lightning ให้เลือกปรับแสงให้เข้ากับสภาพหน้าได้อีกด้วย โหมดนี้เจ๋งเลยครับ หากใครได้ลอง Hauwei P20 แล้วเชื่อว่าจะรักโหมดนี้เพราะมันทำให้ภาพที่ได้ดูเหมือนถ่ายจากกล้องโปรฯเลยละ ส่วนกล้องหลัง มาด้วยเลนส์คู่ 16MP และ 24MP พร้อมระบบ AI (ที่ค่ายนี้ทั้ง Hauwei และ Honor การันตรีว่าฉลาดกว่าบ้านผลไม้) ระบบนี้ จะช่วยให้ภาพสมบูรณ์ สมจริง (บางทีก็สวยเหนือจริง) มากยิ่งขึ้น ปกติแล้วการถ่ายรูปจากมือถือ หรือสมาร์ทโฟน ภาพที่ได้จะมีความแบน เพราะไม่มีระบบจัดการในการแยกวัตถุ ซึ่ง AI ฉลาดมาก สามารถแยกออกว่า อะไรคือ คน สัตว์ ต้นไม้ สิ่งของ อาหาร หรือวิว มันเลยทำให้ภาพสวยเกินมือถือด้วยกัน

เดี๋ยวจะหาว่ามีดีเฉพาะกล้อง การใช้งานทั่วไปอย่างที่โทรศัพท์ที่ดีควรจะมี ทาง Honor เค้าก็พัฒนามาให้ครับ นั่นคือระบบ ‘Easy Talk’ ซึ่งจะช่วยให้การคุยโทรศัพท์ของคุณ เอ็นจอยมากขึ้น เพราะมันจะช่วยปรับความดังของเสียงคุณแบบอัตโนมัติ เช่น ตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ถ้าคุณอยู่ในโรงหนัง หรือคอนเสิร์ต อีกฝั่งก็ได้ยินเสียงคุณแบบชิลล์ๆ หรือ ต่อให้คุณกระซิบเพราะอยู่ในห้องประชุม ก็มั่นใจได้ว่าเสียงคุณก็ดังกำลังดี ไม่มีแผ่ว ข้อนี้ไม่ได้เขียนเอาเวอร์ เพราะลองเทสดูแล้ว เวิร์ก

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มาในราคา 13,990 บาท ว้าวเลยมั้ยครับสำหรับเราแล้ว ราคาเท่านี้ ทำได้ตั้งเท่านั้น ถือว่าดีงามเลยละ

Related Post

Guardian นวัตกรรมสุดไฮเทคป้องกันการ หลับใน จากออสเตรเลีย

Guardian (การ์เดียน) นวัตกรรมป้องกันการหลับในจากออสเตรเลีย เทคโนโลยีป้องกันอาการหลับใน ละสายตา และอุบัติเหตุแบบเรียลไทม์ ที่ได้รับความไว้วางใจและนิยมใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งจากบริษัทขนส่งทั่วโลก รวมถึงรสบัส รถตู้สาธารณะ ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางไกลเป็นประจำ รวมทั้ง 3 เซเลบริตี้หนุ่ม ได้แก่ ศิรเดช โทณวณิก, กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี และ ดิฐวัฒน์ อิสสระ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของชีวิตหลังพวงมาลัย ร่วมแบ่งปันเคล็ดลับการเดินทางด้วยรถยนต์อย่างปลอดภัย โดยมี Guardian (การ์เดียน) เป็นผู้ช่วยสำคัญในทุกการเดินทางที่เพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน และป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

ศิรเดช โทณวณิก

ศิรเดช โทณวณิก หนุ่มนักธุรกิจไฟแรงที่แต่ละวันเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายตั้งแต่เช้าจรดค่ำเล่าถึงไลฟ์สไตล์ในการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันของตัวเอง ที่ช่วยสร้างความมั่นใจในการเดินทางด้วยรถยนต์อย่างปลอดภัยว่า 

“ในแต่ละวันผมมีภารกิจค่อนข้างมาก ทั้งเรื่องงาน และส่วนตัว ทำให้มีเวลาพักผ่อนค่อนข้างน้อยมากจนเคยวูบหลับระหว่างขับรถหลายครั้ง การ์เดียน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการป้องกันการหลับใน ที่ตรวจจับใบหน้า และวัดระดับการละสายตาจากถนน ด้วย IN-Cab sensors ที่สามารถตรวจจับการหลับตา หากเกิน 1.5 วินาที รวมทั้งจับการเคลื่อนไหวของใบหน้า ในกรณีที่คนขับไม่มองถนนเกิน 4 วินาที ซึ่งเป็นจำนวนวินาทีที่ผ่านการวิจัยมาแล้วว่า จะทำให้เกิดความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุมาเป็นผู้ช่วยที่คอยระมัดระวังในอีกระดับ ก็ทำให้เราอุ่นใจ ช่วยทำให้รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะอุบัติเหตุเป็นเรื่องไม่คาดฝันและอะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆเหล่านี้ ก็ช่วยทำให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนมากขึ้นด้วย”

กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี

กมลสุทธิ์ ทัพพะรังสี คุณพ่อลูกสองที่รักการเดินทางท่องเที่ยว ผู้ชื่นชอบการขับรถไปพักผ่อนต่างจังหวัดเป็นประจำในวันหยุดสุดสัปดาห์ เผยการเตรียมตัวก่อนการเดินทาง ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของทุกชีวิตในรถยนต์ ว่า ปกติวันทำงานจันทร์ ศุกร์ จะมีผู้ช่วยขับรถ เพราะบางทีทำงานเหนื่อยจัดๆ แค่ช่วงติดไฟแดง หลับไปเลยก็มี บางทีไฟเขียวนานแล้ว รถคันหลังต้องบีบแตรไล่ เรียกว่ามีรถคันข้างหลังมาช่วยปลุกก็เคยมีมาแล้ว การมีนวัตกรรมใหม่ อย่างการ์เดียน ที่มีเทคโนโลยีตรวจจับการหลับตา รวมทั้งมีระบบการแจ้งเตือน ทั้งเสียงเตือน และสั่นเบาะแบบเรียลไทม์ มาช่วยเตือนก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้นับเป็นเรื่องที่ดี และสามารถบรรเทาอุบัติเหตุได้เยอะ รวมทั้งปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัวที่โดยสารรถไปกับเราด้วย

ดิฐวัฒน์ อิสสระ

ดิฐวัฒน์ อิสสระ นักธุรกิจเรียลเอสเตท ที่ต้องเดินทางขึ้นล่องกรุงเทพฯ และต่างหวัดเป็นประจำ บวกกับความที่เป็นคนไม่ชอบขับรถระยะทางไกล รวมทั้งเคยมีประสบการณ์หลับในสมัยเดินทางไปเที่ยวสหรัฐอเมริกากับครอบครัว จึงทำให้เขาเลือกที่จะมีผู้ช่วยขับรถมากกว่าเป็นขับรถด้วยตัวเอง “ตอนนั้นน่าจะเจ็ทแล็กด้วยพอลงจากเครื่องบินก็ตรงดิ่งไปขี่ม้าซึ่งได้จองล่วงหน้าไว้แล้ว คิดว่าไม่เกินสองทุ่มก็คงเสร็จ แต่ก็ล่วงเลยมาจนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องขับข้ามมาอีกเมืองเพื่อไปโรงแรมที่พัก เผลอหลับไปวูบหนึ่ง ดีว่าถนนโล่ง แต่ก็มีเหวด้านข้าง ซึ่งน่ากลัวพอสมควร ตอนนั้นเลยต้องตบหน้าเรียกสติตัวเอง ซึ่งวันนั้นก็รู้ว่าตัวเองฝืนขับทั้งที่เพลียมากเพราะคิดว่าเป็นระยะทางไม่ไกลมาก อีกนิดเดียวจะถึงแล้วทำให้รู้เลยว่า ถ้าร่างกายไม่ไหว ยังไงก็ต้องพักงีบสักนิด เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เร็วมากโดยที่เราไม่คาดคิดเพียงแค่แว่บเดียวเท่านั้นเอง” อย่างการ์เดียนก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุได้เยอะและไม่ใช่แค่ตัวเราแต่เป็นถึงครอบครัวและคนที่เรารักอีกด้วย

Guardian (การ์เดียน) นวัตกรรมป้องกันการหลับในจากออสเตรเลีย มีคุณสมบัติอันโดดเด่นของซอฟแวร์ Seeing Machines ที่เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทโดยเฉพาะ ในการตรวจจับใบหน้า และวัดระดับการปิดสายตา เพื่อป้องกันภาวะหลับในขณะขับรถ ซึ่งระบบสามารถตรวจพบเหตุการณ์ด้วย IN-Cab sensors เกิดเหตุการณ์ขึ้นจะมีการเสียงเตือนภายในห้องโดยสาร และการสั่นเตือนเบาะที่นั่ง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่กลับมามีสมาธิบนท้องถนน จากนั้นคลิปวิดิโอที่บันทึกเหตุการณ์ไว้จะถูกส่งไปยังศูนย์ Guardian 24 ชม. ในทันที เพื่อรายงานข้อมูลให้ทีมผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเหตุดังกล่าว 

(กล้องหน้ารถ)

(ติดใต้เบาะรถ)

(ติดใต้เบาะรถ)

IR pod In-cab Sensor IR pod

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.guardiansystem.in.th 

รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ :

บริษัท เดอะ ไฮป์ โปรเจค (ที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์)

อรุโณทัย  แก้วอุบล 086-362-4842 , สามสรา  เอี่ยมเอกดุลย์ 089-811-2111

 

Related Post

Positive Attitude Makes Even More Positive Opportunity

ทันทีที่ลอฟฟีเซียล ออมส์ได้รับเชิญไปร่วมทริปสุดเร้าใจอย่าง Fearless Driving with the Master กับไมค์ ฮอร์น และลูกสาวทั้งสองเพื่อทดสอบสมรรถนะรถยนต์ GL-Class (และแน่นอนว่าต้องมี G-Class ที่ไมค์ใช้เป็นพาหนะคู่ใจมานานกว่า 17 ปีไปร่วมขบวนด้วย) เราไม่ลังเลเลยที่จะตอบตกลง เพราะหลังจากที่เราได้มีโอกาสสัมภาษณ์ไมค์ในงานแถลงข่าวสั้นๆ (หาอ่านบทสัมภาษณ์ที่เราแสนจะภูมิใจได้ในนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ พลัส ฉบับพิเศษที่กำลังจะวางแผงในเดือนมิถุนายนนี้) นั้น เราก็รู้สึกได้ถึงพลังงานด้านบวกของไมค์ที่ถูกส่งมาหาเรา จนทำให้คนในบริษัทเราหลายคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองตามไมค์ไปเลยทีเดียว (แต่เราไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นนะ เราแค่เอาปรัชญาการใช้ชีวิตของไมค์และลูกสาวคนสวยมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเรา และใช้ชีวิตของเราให้สมบูรณ์แบบและมีความสุขที่สุดเท่าที่เราพอจะทำได้)

และหลังจากเราได้มีโอกาสขับรถทั้ง GLC 250d 4MATIC Coupé AMG Plus และ GLE 350d 4MATIC Coupé AMG Dynamic ผ่านเส้นทางอันรกชัฏระดับที่เราไม่มีวันดั้นด้นมาถึงเองได้อย่างแน่นอน เราก็ยิ่งปลาบปลื้มใจเข้าไปใหญ่กับโอกาสหนึ่งครั้งในชีวิตนี้ ในระหว่างเส้นทางทดสอบ นอกจากเราจะได้รับคำกระตุ้นผ่านว. จากไมค์ว่า ไม่ต้องเหยียบเบรก ไม่ต้องหลบหลุมใดๆ เพราะสมรรถนะรถ GL-Class ที่เรากุมพวงมาลัยอยู่นั้นสามารถรองรับได้ทุกสถานการณ์ที่แท้จริง ไมค์ยังสั่งหยุดขบวนเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้พวกเราได้ร่วมทดสอบสมรรถนะของ G-Class คู่ใจของเขาที่สามารถบุกป่าฝ่าดงได้ในระดับที่ทำพวกเราทึ่งเป็นอย่างมาก (หลังจากทริปนี้จบลง เราถึงขั้นโทรศัพท์ไปปรึกษาผู้ปกครองว่า จะมีโอกาสได้ถอย GLA คันเล็กมาประดับบารมีที่บ้านสักคันไหมเลยทีเดียว) ซึ่งนอกจากเราจะทึ่งในสมรรถนะและความสามารถของเทคโนโลยีที่อัดแน่นมาใน Mercedes-Benz เหล่านี้แล้ว เราก็อดทึ่งกับทัศนคติอันโดดเด่น และความหลงใหลในอาชีพตัวเองที่ไมค์ถ่ายทอดออกมาเป็นอย่างมาก

ในระหว่างการทดสอบนั้น มิสเตอร์ฟรังค์ได้เลือกมานั่งข้างเราในระหว่างทางสมบุกสมบัน (ซึ่งเราแอบเกร็งเล็กน้อย เพราะเราเป็นคนถือพวงมาลัย แต่ด้วยสมรรถนะที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เราก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นความสนุกสนานที่ได้มีโอกาสขับรถออฟโร้ดให้กับผู้บริหารบริษัทรถนั่งเลยทีเดียว) เราจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาในเรื่องต่างๆ ซึ่งประเด็นที่ติดใจเรามากนั้นคือเมื่อเขาบอกกับเราว่า “ไมค์เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อแบรนด์ของเราเป็นอย่างมาก”

ทัศนคติสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากปากผู้บริหารคนนี้ ทำให้เรามาย้อนคิดถึงสถานะของตัวเองทันที เราตั้งคำถามอย่างรวดเร็วว่า คุณค่าของตัวเราที่เราทำให้บริษัทนั้น มากเพียงพอที่จะทำให้ ‘แบรนด์’ หนึ่งเชื่อใจเราได้เทียบเท่ากับที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เชื่อใจไมค์จนกระทั่งให้เขาเป็นหน้าเป็นตาของ G-Class มาอย่างต่อเนื่องกว่า 17 ปีหรือไม่ และถ้าวันหนึ่ง เราต้องจากบริษัทของเราไป คุณค่าในตัวของเราจะมากพอที่จะทำให้บริษัทรู้สึกเสียดายเราไหม หรือเราจะมีค่าเพียงแค่ให้บริษัทภาวนาให้เราไปพ้นๆ เสียทีกันแน่

เราจึงกระตือรือร้น(มาก)ที่จะดึงตัวมิสเตอร์ฟรังค์มาคุยกันต่อในประเด็นดังกล่าว ซึ่งเราก็ไม่ผิดหวังเลย “ผมคิดว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ทุกคนของเรา ไม่ว่าจะอยู่ในระดับโลคอลหรือโกลบอลนั้นมีจุดร่วมหนึ่งที่เหมือนๆ กันก็คือ ทัศนคติในการดำรงชีวิตครับ” ฟรังค์ตอบคำถามเราเมื่อเราถามว่า เหตุใดไมค์จึงถูกเลือกใช้งานให้เป็นเฟซของ G-Class มาอย่างต่อเนื่องยาวนานได้ขนาดนี้ “ต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราทุกคนนั้นเป็นคนที่ประสบความสำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ จุดร่วมของพวกเขาคือ พวกเขาผลักดันตัวเองให้เกินขีดจำกัดอะไรบางอย่างเสมอ สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ให้กับวงการที่พวกเขาอยู่ อย่างเช่นไมค์ เขาเป็นนักผจญภัย เขาได้ทำสิ่งต่างๆ เป็นคนแรก ไม่ว่าจะว่ายน้ำในแม่น้ำอะแมซอน เดินทางจากขั้วโลกหนึ่งไปอีกขั้วโลกหนึ่งโดยไม่ต้องอาศัยตัวช่วย หรือพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อะไรบางอย่างที่มีเขาเพียงคนแรกเท่านั้นที่จะทำ ซึ่งเราเห็นว่า เขาสามารถแสดงคุณค่าของแบรนด์เราออกมาได้อย่างชัดเจน โดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรมากมายเสียด้วยซ้ำ”

ทัศนคติด้านบวกของไมค์นั้นราวกับเป็นโรคติดต่อถึงกันได้ นอกจากคนในบริษัทของเราจะลุกขึ้นมาตัดสินใจอะไรบางอย่างหลังจากได้คุยกับเขาแล้ว ฟรังค์เองก็ยอมรับว่าการ ‘ขายของ’ ของไมค์นั้นเป็นไปได้อย่างเรียบลื่นไม่มีที่ติจริงๆ “คุณก็ได้ฟังที่เขาพูดแล้วใช่ไหม” เขาเอ่ยปากถาม “เขาไม่ได้ขายรถ G-Class แบบที่เซลส์ทั่วไปขาย แต่เขาอธิบายได้ชัดเจนว่าทำไมเขาถึงต้องการเทคโนโลยีที่ดีที่สุด หรือสินค้าที่ดีที่สุดเพื่อสนับสนุนการผจญภัยของเขา เท่ากับว่า สินค้าที่เขาเลือกมาสนับสนุนตัวเขานั้นจะต้องมีความเป็นมืออาชีพและเชื่อใจได้เทียบเท่ากับตัวเขา เขาจึงเลือกแบรนด์และพาร์ตเนอร์ต่างๆ อย่างระมัดระวังมาก ดังนั้น พวกเราจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ G-Class เป็นส่วนหนึ่งให้กับการผจญภัยของเขา เพราะนั่นเป็นข้อพิสูจนได้เป็นอย่างดีว่า สมรรถนะของเจ้าสี่ล้อคันนี้นั้นเป็นที่เชื่อใจได้ที่สุดในการขับขี่แบบออฟโร้ดนั่นเอง ดังนั้น การได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมกับเขา ได้สนับสนุนเขา ในขณะเดียวกันก็ได้รับการสนับสนุนจากเขานั้นก็ถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของแบรนด์เราจริงๆ”

นั่นยิ่งทำให้เราต้องมองย้อนกลับมาดูคุณค่าในตัวเราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเราหวังว่า ทัศนคติด้านบวกที่เราได้รับจากไมค์และลูกสาวทั้งสองนั้น จะสามารถติดต่อจากเราไปสู่ผู้อ่านของเรา และทำให้ชีวิตของทุกคนนั้นดีขึ้นอีกสักครึ่งเลเวล… ก็ยังดี

เพื่อที่วันหนึ่ง เราจากไป เราจะได้จากไปให้คนคิดถึง… ไม่ใช่ให้คนสาปแช่งไล่หลัง

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Mercedes-Benz ทุกรุ่นได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือ FB: MercedesBenzThailand

Mr.Frank Steinacher

 

Related Post

ชวนมาสัมผัส Sony XPERIA XZ2 มือถือเอาใจสายเกมและคอหนัง

โลกนี้ไม่ได้มีแค่ไอโฟนหรือซัมซุง โซนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งค่ายผลิตมือถือที่มีศักยภาพ หลังปล่อยออกมาหลายต่อหลายรุ่นจนมาถึง Sony XPERIA XZ2 รุ่นที่มีแต่คนถามถึง

จุดเด่นของมือถือรุ่นได้แก่โปรเซสเซอร์เร็วที่สุดอย่าง Qualcomm Snapdragon 845 Mobile Platform ที่ทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เล่นเกมได้ไม่สะดุด สตรีมคมชัดเร็ว แทบไม่ต้องรอ เราลองให้คอเกมเล่น ROV และ PUBG ผ่านเครื่องนี้ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบแสง สี เสียง อลังการงานสร้างมาก เกมลื่นไหลไม่มีกระตุกให้เสียอารมณ์ เมื่อเทียบกับมือถือค่ายอื่นแล้วถือว่ากินขาด

ในขณะที่การดูหนังก็ทำได้ดีเพราะนี่เป็นครั้งแรกของโลกที่เราสามารถบันทึกและดูหนังแบบ 4K HDR บนสมาร์ทโฟนที่ถือติดตัวไปได้ทุกที่ ภาพที่ได้คมชัดถึงชัดมาก คอนทราสต์สวย ทั้งสีและรายละเอียดต่างๆ เด่นชัดประทับใจ ทั้งยังมีระบบเสียงแบบ Dynamic Vibration ที่เครื่องจะสั่น Dual Shock ตามบรรยากาศของหนัง เกม หรือเพลง ในขณะที่ภาพนิ่งก็ทำได้ดีเพราะความละเอียดของกล้องหลังอยู่ที่ 19 MP ส่วนกล้องหน้าได้ไป 5MP

และไม่ต้องกลัวว่าทั้งดูหนัง เล่มเกม และถ่ายวีดีโอแล้ว แบตฯ จะอยู่ไม่ทน เพราะเครื่องนี้โซนี่การันตรีว่าแบตเตอรี่อึดและใช้งานได้นานตลอดวัน มาพร้อมหน้าจอ 18:9 เครื่องแรกของ Sony ที่มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 5.7 นิ้ว ดีไซน์โค้งมนสวยงาม ไม่เป็นเหลี่ยมมุมเหมือนรุ่นก่อนๆ สามารถสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงได้สบาย ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจแอนดรอยด์เน้นความบันเทิง  สนนราคาอยู่ที่ 25, 990 บาท 

 

Related Post

10 คันสุดเจ๋งจากค่ายม้าลำพอง Ferrari

สมัยก่อนน้อยคนนักที่จะได้เป็นเจ้าของรถสปอร์ตสักคัน คำว่า ‘Sportcar’ จึงถือกำเนิดขึ้น ต่อมาเมื่อผู้ผลิตสามารถผลิตรถสปอร์ตได้มากขึ้น คำว่ารถสปอร์ตจึงพัฒนาไปสู่คำว่า ‘Supercar’ ถัดมาเมื่อบริษัทสามารถผลิตรถซูเปอร์คาร์ออกมาได้มากขึ้น บรรดาอภิมหาเศรษฐีต่างๆ ก็ต้องหาสิ่งที่ดีกว่าจึงเกิดคำว่า ‘Hypercar’ ขึ้นมาบนโลกเป็นครั้งแรกเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง คำว่า ‘Hypercar’ นี้ถูกนิยามขึ้นมาสำหรับรถสปอร์ตที่มีแรงม้าอยู่ที่ระดับ 1,000 แรงม้าและมีราคาค่าตัวอยู่แถวๆ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งเจ้ารถยนต์จากค่ายม้าลำพอง Ferrari น่าจะเข้าข่ายที่ว่านี้ได้ไม่ยาก  

Ferrari 250 GTO 

ในปี 1962-1964 ออกแบบโดย Giotto Bizzarrini และ Sergio Scaglietti ที่ผลิตออกมาเพียง 39 คันเท่านั้น รถคลาสสิกรุ่นนี้มีราคาตอนเปิดตัวในปี 1962 อยู่ที่ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันรถรุ่นนี้มีมูลค่าในการประมูลสูงถึง 52 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

26 Jul 1998: Anthony Wang in action in his Ferrari 250 GTO during the Shell Ferrari Historical Challenge at the Coys Festival at Silverstone in Northamptonshire, England. Mandatory Credit: Mike Hewitt /Allsport

Ferrari 288 GTO

ในปี 1984-1987 ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina รถรุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 272 คันเท่านั้น และถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในรถที่ถูกออกแบบมาได้สวยที่สุดในโลกอีกด้วย

Ferrari F40 

ในปี 1987-1992 ออกแบบโดย Leonardo Fioravanti ขณะที่เขาทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina ด้วยจำนวนผลิต 1,311 คัน รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของบริษัท สิ่งสำคัญที่ทำให้รถรุ่นนี้มีมูลค่าสูงมากขึ้นทุกวันก็เพราะนี่คือรถรุ่นสุดท้ายที่ Enzo Ferrari (ผู้ก่อตั้งบริษัท) เป็นผู้อนุมัติก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี 1988

Ferrari F50

ในปี 1995-1997 ออกแบบโดยสำนักออกแบบ Pininfarina ผลิตออกมาเพียง 349 คัน รถคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 4.7 ลิตร V12 ที่ถูกพัฒนามาจากเครื่องยนต์ของรถแข่งฟอร์มูลา 1

 

Ferrari Enzo Ferrari 

ในปี 2002-2004 ออกแบบโดย Ken Okuyama นักออกแบบชาวญี่ปุ่น ขณะทำงานอยู่ที่สำนักออกแบบ Pininfarina ผลิตออกมาเพียง 400 คัน จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีรถแข่งฟอร์มูลา 1 มีการใช้โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์และจานเบรกเซรามิกเป็นครั้งแรก

Ferrari LaFerrari Coupe/Ferrari LaFerrari Aperta

Ferrari LaFerrari Coupe ในปี 2013-2015 ผลิตออกมา 500 คัน และ Ferrari LaFerrari Aperta (เปิดหลังคาได้) ในปี 2016-2017 ผลิตออกมา 210 คันออกแบบโดยทีมออกแบบของ Ferrari เองภายใต้การดูแลของ Flavio Manzoni (หัวหน้านักออกแบบของ Ferrari) ชื่อ LaFerrari’ เป็นภาษาอิตาเลียนแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า TheFerrari’ รถรุ่นนี้ใช้ขุมพลังระบบไฮบริด เครื่องยนต์ V12 และมอเตอร์ไฟฟ้า ล่าสุดที่งานเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี LaFerrari Aperta สามารถทำลายสถิติการประมูลเพื่อการกุศลได้ถึง 8.3 ล้านยูโรเลยทีเดียว รถรุ่นนี้ถือว่าเป็นรถระดับ Hypercar รุ่นแรกของ Ferrari

Ferrari F60 America 

ในปี 2014 ผลิตออกมาเพียง 10 คัน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 60 ปีที่ Ferrari เข้ามาทำตลาดในสหรัฐอเมริกา รถรุ่นนี้เป็นแนว Roadster สามารถเปิดหลังคาแบบ Soft Top ออกได้ ภายในตกแต่งพิเศษเป็น 2 โทนสี คือห้องโดยสารฝั่งคนขับเป็นสีแดงส่วนของฝั่งคนนั่งเป็นสีดำ สีตัวรถเป็นสีน้ำเงินคาดแถบสีขาวตามสีของทีมรถแข่ง North American Racing Team

Ferrari J50

ในปี 2016 ผลิตออกมาเพียง 10 คัน เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปีที่ Ferrari เข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่น สร้างสรรค์โดยทีมออกแบบของ Ferrari เอง โดยใช้รุ่น 488 Spider มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบใหม่ หลังคาเป็นแบบ Targa ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ 2 ชิ้นซึ่งสามารถถอดเก็บไว้หลังเบาะได้ นับเป็น Ferrari อีกรุ่นที่สวยงามมาก

Ferrari Sergio

ในปี 2014 ผลิตออกมาเพียง 6 คันเท่านั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถต้นแบบ Pininfarina Sergio ในปี 2013 ที่เปิดตัวในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่อแสดงความระลึกถึง Sergio Pininfarina ผู้ก่อตั้งบริษัท Pininfarina ที่เสียชีวิตไปในปี 2012 ด้วยอายุ 85 ปี โดยใช้พื้นฐานของรุ่น 458 Spider คันแรกถูกส่งไปที่ UAE ตะวันออกกลาง อีก 3 คันถูกส่งไปอเมริกา 1 คันไปญี่ปุ่น และคันสุดท้ายถูกส่งไปที่สวิตเซอร์แลนด์    

Related Post

Apple Watch 3 GPS + Cellular พร้อมวางขายในไทยแล้ว!

Text: Patsaya Ch.

สำหรับชายหนุ่มที่ชื่นชอบเทคโนโลยีของสมาร์ตวอชท์แต่ไม่อยากทิ้งความหรูหราหรือ DNA ของตัวเอง ข่าวดี! เช้านี้ Apple ได้ประกาศวางขาย Apple Watch Series 3 GPS + Cellular ในไทย ที่สามารถโทรออก/รับสาย /ส่งข้อความ/สตรีมเพลง (ฟังเพลงออนไลน์) /ค้นหาสถานที่ ฯลฯ ผ่านนาฬิกาบนข้อมือได้เลย โดยที่รุ่นใหม่นี้จะมาพร้อมจุดแดงที่เม็ดมะยม (Digital Crown) และหน้าปัด Explorer (ไฟสีเขียวเพื่อแสดงสัญญาณโทรศัพท์) ที่ช่วยให้การทำงานลื่นไหลยิ่งขึ้น ส่วนเบอร์ที่ใช้ในการติดต่อก็เป็นเบอร์เดียวกับเบอร์มือถือของคุณ วิธีนี้ช่วยตัดปัญหายุ่งยากเรื่องการมีหลายเบอร์ เพียงแต่คุณต้องแจ้งให้ค่ายมือถือทราบ 

รุ่น Cellular ต้องมาพร้อมจุดแดง

 

ข้อดีของระบบเซลลูลาร์คือต่อไปจากนี้คุณไม่จำเป็นต้องพกไอโฟนติดตัวตลอดเวลา เพราะนาฬิกาเรือนนี้จะทำหน้าที่แทนมือถือให้คุณเอง คุณอาจทิ้งมือถือไว้บนโต๊ะทำงานขณะประชุมหรือเดินไปซื้อกาแฟ หรือออกกำลังกายเอาท์ดอร์ เช่น วิ่ง ว่าย ปั่น โดยไม่ต้องพะวังว่าจะพลาดการติดต่อ    

สายใหม่สีสันรับซัมเมอร์

ข่าวดีต่อที่สองได้แก่ Apple Watch Hermès ก็มีรุ่น GPS + เซลลูลาร์ วางขายเช่นเดียวกัน มาพร้อมสายใหม่ 2 แบบ ได้แก่ Simple Tour Rallye ที่อิงจากถุงมือขับรถสุดคลาสสิกประจำแบรนด์และ Eperon d’Or หรือสายหนังพิมพ์ลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผ้าพันคอ Hermès ออกแบบโดย Henri d’Origny แน่นอนว่าสายหนังทั้งสองแบบนี้ผลิตขึ้นจากช่างฝีมือของ Hermès ในฝรั่งเศส 

สาย Single Tour Rallye ตัดเย็บด้วยหนังลูกวัว Gala

 

หน้าปัดพิเศษสำหรับผู้เป็นเจ้าของ Apple watch Hermès เท่านั้น

สาย Eperon d’Or ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอ Hermès

ส่วนคนที่อยากใส่ Apple Watch Hermès ออกกำลังกายก็ไม่ยากเพราะรุ่นใหม่ยังมีสายยาง Sport Band สีส้ม Hermès ซึ่งมีทีเด็ดอยู่ตรงหมุดที่มีการสลักหลังตามแบบฉบับของแบรนด์ เรียกได้ว่ารุ่นนี้ตอบโจทย์สมาร์ตวอชท์ที่ให้ทั้งความหรูหรามีระดับของซูเปอร์ไฮแบรนด์ในวงการแฟชั่นและฟังก์ชั่นการใช้งานระดับ tech-savvy อย่างแท้จริง  

หมุกสลักหลังที่มักเห็นใช้กับเครื่องประดับของแบรนด์นี้

สนนราคาเริ่มต้นสำหรับเรือนอะลูมิเนียมอยู่ที่ 14, 900 บาท (ไม่รวมค่าใช้บริการโทรศัพท์) ในขณะที่รุ่น Apple Watch Hermès ยังไม่เผยราคาแต่คาดว่าไม่น่าจะหนีจากรุ่นก่อนหน้ามากนัก 

Related Post

สำรวจ 6 รถเก่าแต่เก๋าที่แค่มีเงินก็ซื้อไม่ได้

เกาะติดกระแสมอเตอร์โชว์ด้วยงานแสดงรถของต่างประเทศที่ชื่อชั้นดังไกลไปทั่วโลก เมื่อ Chantilly Arts & Elegance Richard Mille เป็นงานรวมพลผู้รักรถยนต์ที่มี ‘คาแร็กเตอร์และสไตล์ที่ชัดเจน’ ซึ่งแตกต่างจากงานแสดงรถยนต์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่จัด ผู้เข้าร่วมงาน บรรยากาศในงาน การแสดงแฟชั่น ดนตรี และที่ขาดไม่ได้คือรถยนต์หายากและราคาแพงลิบ ทุกอย่างรวมอยู่ในงานนี้แล้ว หนึ่งในไฮไลท์ของงานได้แก่การประมูลรถเก่าที่บริษัทประมูล Bonhams ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกง ขนมาให้ผู้เข้าร่วมงานกระเป๋าหนักได้จับจองเป็นเจ้าของ เพราะรถทุกคันเข้าขั้นหายากขั้นเทพ ไม่ใช่แค่มีเงินก็สามารถคว้ามาครองได้ง่ายๆ เพราะต้องอาศัยโชคและจังหวะที่ใช่ มาลองดูกันว่ารถที่ว่าเจ๋งเป็นอย่างไร

MERCEDES-BENZ 
500K ROADSTER
1935

ราคา €5,290,000
ในที่สุด เจ้า 500K คันนี้ก็ได้ประมูลออกไปด้วยราคา 5,290,000 ยูโร ประวัติของรถคันนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ตั้งแต่เปิดตัวที่เบอร์ลิน
ในปีค.ศ. 1935 นักธุรกิจชาวเยอรมันนามว่า Hans Friedrich Prym (ฮานส์ ฟรีดริช พรีม) ก็ได้ไปครอง หลังจากถูกขโมยในปีค.ศ. 1945 
ก็ไปโผล่อยู่ที่อเมริกาอีกครั้งในปีค.ศ. 1970 ถึงจะเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายครั้ง แต่นับตั้งแต่ปีค.ศ. 2012 เป็นต้นมา รถคันนี้ก็กลับไปสู่
อ้อมกอดของตระกูลพรีมอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความแรงระดับ 160 แรงม้าและความเร็วสูงสุดที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้รถยนต์
คันนี้มีสมรรถนะสูงสุดคันหนึ่งของยุค ผลิตออกมาทั้งหมด 354 คัน แต่มีเพียง 29 คันเท่านั้นที่ได้ประกอบตัวถัง Roadster

Horch 853 
Spezialroadster
1937

ราคา €1,035,000

ก่อนที่ Audi (ออดี้) จะถือกำเนิด เจ้ารถยนต์สัญชาติเยอรมันคันนี้ซึ่งทั้งโฉบเฉี่ยวและสง่างามในคราเดียวกัน ถูกผลิตออกมาเพียง 950 คัน คันที่ Bonhams เสนอขายนั้นมีประวัติที่ซับซ้อน เคยไปพักผ่อนอยู่แถวท้องไร่ท้องนาในยูเครนมาเป็นเวลานาน และถูกดัดแปลงตัวถังให้เป็นรถกระบะเพื่อใช้งานแบบอเนกประสงค์ ทำให้บริษัท Horch Classic ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพรถกันอย่างยาวนานตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 กว่าจะแปลงร่างกลับมาเป็นสภาพแบบนี้

Porsche 911 (Type 964) 
3.6 Turbo 
1993
ราคา €238,625
ด้วยดีไซน์ยั่วยวนใจและพลังอันเหลือล้น ทำให้เจ้า 964 Turbo คันนี้เป็นหนึ่งในปีศาจตัวเทพแห่งยุค ’90s คันนี้ซื้อที่ประเทศโอมานในปีค.ศ. 1993 และวิ่งไปน้อยกว่า 50,000 กิโลเมตร การันตีได้ถึงประสิทธิภาพที่ยังอัดแน่นอยู่เต็มตัวถัง

Ferrari Dino 
246 GT Berlinette 
1973
ราคา €262,200
เวลาไม่สามารถทำอะไรเจ้า Ferrari Dino 246 คันนี้ได้เลย และดูเหมือนว่าโฉมรถจะงามขึ้นทุกปีๆ เสียด้วย รถคันนี้เป็นหนึ่งใน 200 คัน
จาก E-Series ถึงแม้ว่าสีรถจะไม่ใช่สีเดิมซึ่งเป็นสีฟ้า แต่ก็มีผู้มาประมูลไปด้วยราคาที่ไม่โหดมาก คือ 262,000 ยูโร ยังไม่รวมค่าขนส่ง

BMW
Z1 
1990
ราคา €69,000
Z1 คันนี้ไม่เคยเก่าเลย เหมือนกับระบบประตูมหัศจรรย์ที่ผลุบลงไปในบังโคลนรถได้อัตโนมัติ จริงๆ แล้วไม่มีบริษัทผลิตรถยนต์ค่ายไหนซื้อไอเดียประกอบประตูรถยนต์แบบนี้เลย รถคันนี้วิ่งมาแล้ว 23, 203 กิโลเมตร 
จุดเด่นอยู่ที่การเล่นสีซึ่งได้หายาก (มีรถแค่ 133 คันที่ผลิตระหว่างปีค.ศ. 1988 – 1991 ที่ใช้สีนี้) 
เปลี่ยนเจ้าของมาแค่สองมือแต่ราคาประมูลพุ่งสูงถึง 69,000 ยูโรไม่รวมค่าขนส่ง

Range Rover 
4×4 
1975
ราคา €40,250
ถ้าคุณยังแคลงใจกับสมรรถนะของ Range Rover (แรนจ์โรเวอร์) ที่ตกรุ่นอยู่ใน
กรุเช่นนี้ ราคาประมูลเกิน 40,000 ยูโรของรถปีค.ศ. 1975 ที่เปลี่ยนเจ้าของมาแล้วห้าคนคันนี้
คงจะพิสูจน์อะไรได้ไม่มากก็น้อย รถวิ่งไปเพียง 74,000 กิโลเมตรเท่านั้น สภาพเดิม
แบบสุดๆ แถมสีทองคลาสสิกนี้ก็ดูเข้ากับรูปลักษณ์ตัวถังเป็นอย่างดี

Related Post

มารู้จัก Big Boys’ Toys: ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติ

ไม่จำเป็นเสมอไปที่เครื่องขายสินค้าอัตโนมัติจะให้คุณได้แค่น้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยว เมื่อในโลก
ยุค 4.0 นำเสนอของเล่นที่น่าสนใจมากกว่าอย่าง “ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติตั้งอยู่บนเกาะสิงคโปร์ดำเนินการและจัดสร้างโดยบริษัท Autobahn Motors มีลักษณะเป็นอาคารสูง 17 ชั้น บรรจุรถยนต์ได้คราวละ 60 คัน ซึ่งมีทั้งรถยนต์รุ่นพิเศษที่ผลิตออกมาจำนวนจำกัดและรถยนต์รุ่นคลาสสิก ไล่มาตั้งแต่ Morgan Plus4 1955 สีฟ้าอ่อน Mercedes-Benz SL Pagoda สภาพนางฟ้า Lamborghini, Porsche, Bentley, Rolls-Royce ฯลฯ

 

Inspiration

กว่า 28 ปีแล้วที่ Autobahn Motors ดำเนินธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้ว (Pre-owned Car) ในประเทศสิงคโปร์ แต่แนวคิดใหม่สุดอลังการนี้ถือกำเนิดขึ้นจากการที่ Gary Hong (แกรี ฮง) พาลูกชายไปเดินซื้อของเล่นในร้าน Toys ‘R’ Us และเห็นรูปแบบการจัดเก็บรถจิ๋ว (Matchbox Car) ในตู้ ซึ่งดูแล้วช่างเรียบง่ายและสวยงาม หลังจากระดมสมองปรึกษาถึงความเป็นไปได้กับสถาปนิก ก่อนจัดสร้างตู้ขายรถยนต์อัตโนมัติ “The World’s Tallest Luxury Car Vending Machine”

But How?

ขั้นตอนในการใช้บริการนั้นถือว่า ง่ายมาก เพียงจิ้มหน้าจอระบบสัมผัสเลือกรถที่คุณ ระบบสุดทันสมัย AIMS (Automotive Inventory Management System) ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่ได้มากถึง 10 เท่า จะนำรถลงมาจอดให้คุณยลโฉมภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที จังหวะที่รถจอดนิ่งที่พื้นแล้ว ถาดจะหมุนตัวรถมาทางคุณ พร้อมฉายไฟสปอร์ตไลต์รอบตัวรถ หลังจากนั้นก็เป็นการต่อรองราคาจนพอใจทั้งสองฝ่าย

 

หลังอ่านจบ เรารู้นะว่าคุณกำลังวางแผงจองตั๋วไปสิงคโปร์อยู่ใช่ไหมล่ะ ?

Related Post