MORE THAN A NORMAL CRIME MOVIE!!! หนังโจรกรรมสุดเพี้ยนน่าดู

มาจับเข่าคุยกับแบรี่ คีโอแกน หนุ่มน้อยหน้าตาแปลกผู้รับบทนำในภาพยนตร์สุดเพี้ยนอย่าง American Animals ว่าด้วยเรื่องการโจรกรรมของเด็กรวยไม่มีอะไรทำที่แท้จริงแล้วมีอะไรลึกไปกว่านั้น

เคยจินตนาการไหมว่า ถ้าบ้านคุณรวยล้นฟ้าชนิดที่นั่งหายใจทิ้งไปวันๆ จนตายก็ผลาญสมบัติไม่หมด คุณจะหาคุณค่าและนิยามความเป็นตัวเองได้อย่างไร? ภาพยนตร์เรื่อง American Animals นี้ได้เล่าเรื่องราวของนักศึกษาหัวกะทิอนาคตไกล ครอบครัวดีจำนวน 4 คนที่รวมหัวกันจารกรรมหนังสือ The Birds of America ที่ถือว่าเป็นหนังสือหายากด้วยแผนการที่แยบยลที่สุดเท่าที่โลกใบนี้เคยบันทึกไว้

ก่อนไปพบกับภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก แต่เนื้อหาไม่เล็กขนาดนี้ เรามาทำความรู้จักกับแบรี่ คีโอแกน ดาราหนุ่มอนาคตไกลจากภาพยนตร์เรื่อง Dunkirk (2017) และ The Killing of Sacred Deer (2017) ที่รับบทสเปนเซอร์ ไรน์ฮาร์ด นักศึกษาเอกศิลปะ และหนึ่งในสมาชิกผู้ร่วมก่อเหตุการณ์ปล้นเหนือเมฆที่ทำเอาเอฟบีไอทึ่งมาแล้ว

Q: อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้คุณเข้าร่วมโปรเจกต์หนัง “American Animals” ?

A: บาร์ท เลย์ตัน ครับ เขาคือหนึ่งในลิสต์ผู้กำกับที่ผมอยากจะร่วมงานด้วยตั้งแต่ช่วงที่ผมเริ่มอาชีพนักแสดง  รวมถึงผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน และ ยอร์กอส แลนธิมอส ดังนั้นเมื่อเขาประกาศหานักแสดง ผมก็ลองสมัครไปดู หลังจากนั้นบาร์ทก็ได้คุยกับผมผ่านทาง Twitter ว่า “คุณมีเวลามาที่ลอนดอนบ้างไหมผมเลยตอบกลับไปว่า “ครับ ผมมีเวลา” และเราก็ได้พบกัน และนั่งคุยกันถึงโปรเจกต์หนังเรื่องนี้  เขาพูดกับผมว่า “ผมอยากให้คุณส่งเทปแนะนำตัวมา” และหลังจากนั้นเราก็ได้ร่วมงานกันครับ

 

Q: หนังได้ฉายทั้งในเทศกาล Sundance และ SXSW คุณรู้สึกอย่างไรกับประสบการณ์เหล่านั้น?

A: เยี่ยมไปเลยครับ ผมรู้สึกดีที่ได้เห็นภาพแบบนั้น กลุ่มของผู้ชมใน SXSW ส่วนมากจะเป็นคนหนุ่มสาวเสียมากกว่า มันเป็นไปได้สวย และผมก็รู้สึกดีใจที่มันเป็นแบบนั้น

 

Q: คุณรู้จักคดีโจรกรรมคดีนี้ก่อนที่คุณจะมาเล่นเรื่องนี้หรือเปล่า?

A: ไม่เลยครับ ก่อนผมเซ็นสัญญาผมไม่เคยได้ยินเรื่องของคดีนี้มาก่อนเลย ผมไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะไปได้สวย เพราะมั่นใจในฝีมือและประสบการณ์ของบาร์ท เลย์ตั้น อย่าง “The Imposter” ซึ่งผมก็ชอบหนังเรื่องนี้มากๆ

 

Q: ดูเหมือนว่าปี 2017 จะเป็นที่ดีของคุณ เพราะคุณได้รับบททั้งใน “Dunkirk” และ บทของตัวร้ายใน “The Killing of the Sacred Deer”แล้วตัวละครของคุณใน “American Animals” แตกต่างจากบทที่คุณเคยได้รับอย่างไร?

A: สิ่งที่ผมเห็นในนั้นเป็นสิ่งที่ผมตั้งคำถามทุกครั้ง คำถามนั้นคือ ตัวละครตัวนี้แตกต่างจากตัวละครที่ผมเคยรับบทที่แล้วๆ มาอย่างไร   ผมรับบท ไรน์ฮาร์ด นักศึกษาเอกศิลปะ หนึ่งในสมาชิกแกงค์โจร ความท้าทายคือผมจะสร้างความแตกต่างให้กับตัวละครนี้ได้หรือเปล่า  ผมจะต้องพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน ผมอยากจะแสดงให้หลากหลาย และผมต้องการให้ผู้คนพูดถึงผมว่าเจ้าหนูนั่นเป็นคนที่เล่นบทบาทไหนก็ได้ นั่นคือเป้าหมายหลักของผมครับ และก่อนจะไปถึงจุดนั้นต้องทำงานกับผู้กำกับฝีมือดี และแสดงในบทบาทที่มีความเป็นเอกลักษณ์

American Animals เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคมเป็นต้นไป

Related Post

Ocean8 x Cartier รังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ 

 

ได้รับความสนใจไม่แพ้พลังนักแสดงระดับแถวหน้าของฮอลลีวู้ดในภาพยนตร์เรื่อง Ocean’s 8 โดย Cartier ได้ปลุกตำนานสร้อยพระศอของมหาราชาแคว้น Nawanagar  ร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ในภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์แห่งปี Ocean’s 8 ภาคต่อของภาพยนตร์   แอคชั่นในตำนาน Ocean’s 11อันโด่งดัง บรรจงรังสรรค์จิวเวลรี่ชิ้นพิเศษสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะ 

คาร์เทียร์ได้ระดมช่างฝีมือของแผนกอัญมณีชั้นสูง (High Jewelry) ณ Rue de la Paix ในกรุงปารีส ใช้ช่างอัญมณีที่เชี่ยวชาญที่สุดเพื่อรังสรรค์สร้อยคอชิ้นเอกในระยะเวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์ สร้อยคอได้ถูกปรับให้เข้ากับสรีระของดารานำในเรื่อง แอน แฮทธาเวย์ โดยลดขนาดลงราว 15-20% ของขนาดดั้งเดิมที่ออกแบบมาเพื่อมหาราชาแห่งแคว้น Nawanagar

สามารถถอดเปลี่ยนได้และได้รับการปรับแต่งให้พอดีกับสรีระของนักแสดงอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับสร้อยคอตูซองต์ที่ผลิตขึ้นใหม่เพื่อการถ่ายทำภาพยนตร์ ประกอบไปด้วย เพชรน้ำงามไม่มีสีใดๆ เจือปน ส่วนดั้งเดิมที่ใช้เพชรสี ช่างได้ใช้วัสดุจากธรรมชาติที่เรียกว่าเซอร์คอเนียมออกไซด์แทนที่และวางลงบนตัวเรือนทองคำขาว

 

คาร์เทียร์ยังเป็นแบรนด์เครื่องประดับเพียงหนึ่งเดียวที่ดารารับเชิญในภาพยนตร์สวมใส่ในระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโปลิตันหรือ The Met เป็นเวลา 5 คืนติดต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับชั้นสูง ไฮ จิวเวลรี่ นาฬิกาและเครื่องประดับแบบต่างๆ

 

 

 

 

บูติคแฟลกชิพ ณ ถนนฟิฟท์อเวนิวหรือคาร์เทียร์แมนชั่น (Cartier Mansion) หนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงนิวยอร์กได้ใช้เป็นที่ถ่ายทำหลายฉากที่สำคัญ โดยคาร์เทียร์ปิดทำการแมนชั่นเป็นเวลา 2 วันในการถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมด้านนอกของคาร์เทียร์แมนชั่นบนถนนหมายเลข 52 ยังปรากฏในภาพยนตร์อีกด้วย

 

Related Post

Benicio for Sicario บทสัมภาษณ์ของเบเนซิโอที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้

Sicario ภาคที่แล้วเป็นที่ชื่นชอบมาก คนรอดูภาคสองไม่ไหวแล้ว คุณพอจะบอกใบ้อะไรได้บ้างไหม?

เบเนชิโอ: คือว่า มันเป็นอีกบทนึงของหนัง แต่ก็จะมีตัวละครจากภาคเก่าที่ต้องมาประจันหน้ากันในสถานการณ์เดียวกันอีกครั้งเหมือนในภาคก่อน แต่บอกเลยนะว่ามันจะมีโมเมนต์ที่ต้องร้องว่า “ชิบ–ละ!” เยอะเลย บทมันคาดเดาไม่ได้ เต็มไปด้วยอารมณ์แต่ก็บันเทิงมาก

ในภาคนี้ มีอะไรที่คุณต้องเปลี่ยนแปลง หรือบทบาทของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม

เบเนชิโอ: สิ่งที่ทำให้การเดิมพันในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นคือความจริงที่ว่า ตัวอเลฮานโดรติดอยู่ในความลังเลเรื่องศีลธรรม ระหว่างสงครามที่เขามีส่วนก่อ และความต้องการที่จะปกป้องสาวน้อยอิซาเบลลาที่เป็นเหยื่อของสงครามนั่นแหละเพราะฉะนั้น ปมตรงนี้ทำให้ตัวละครของผมเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ผมเคยคิดไว้เลยครับ เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นตัวละครที่ผมรู้จักใน Sicario ภาคเก่า ตอนนี้ตัวละครตัวนี้พัฒนาไปอีกระดับแล้ว สู่ความเป็นมนุษย์ที่ผมไม่เคยเห็นในภาคก่อน

รู้สึกยังไงตอนที่รู้ว่า Sicario จะมีภาคสองอีก คุณตื่นเต้นไหม

เบเนชิโอ: ตอนที่ผมถ่ายภาคแรกจบ ก็ไม่คิดว่าจะมีภาคสองต่อ แล้ววันนึงโปรดิวเซอร์ก็โทรมา ผู้จัดการและเอเจนต์ผมมาบอกว่ามีสคริปต์ภาคสองให้อ่าน ผมก็ว่าเอาสิ ตั้งแต่หน้าแรกที่อ่านผมก็รู้สึกได้ว่ามันยอดมาก มีความเป็นเทย์เลอร์ (เทย์เลอร์ เชอริแดน คนเขียนบท) อยู่เต็มไปหมด แล้วทั้งนักแสดง ผู้กำกับ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้ก็พยายามทำให้สคริปต์ของเทย์เลอร์มีชีวิตขึ้นมา แล้วในอีกทางนึงก็เพราะว่าสคริปต์นั่นเป็นฝีมือของเทย์เลอร์ด้วย เราถึงมีชีวิตจริงขึ้นมาได้ เขามีส่วนในหนังและโลกที่เขาสร้างขึ้นมามากทีเดียว

ตื่นเต้นไหมกับการกลับมารับบทตัวละครนี้ในภาคสอง เพราะเหมือนคุณจะตอบตกลงโดยทีทันเลย

เบเนชิโอ: ครับ ผมตื่นเต้นมาก เพราะว่า ถึงแม้เดนีจะไม่สามารถมาร่วมงานกับเราคราวนี้ได้ แต่เมื่อผมได้อ่านบท มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนภาคแรก แต่ยังมีความเป็น เทย์เลอร์ เชอริแดน อยู่ในนั้น มีความสมจริง ถึงแม้จะเป็นบทภาพยนตร์แต่ก็สมจริงมากๆ ซึ่งมันดึงดูดผมกับ จอช โบรลิน และผมก็เชื่อมือ สเตฟาโน่ โซลลิม่า ผู้กำกับคนใหม่ เขาต้องทำมันออกมาดีแน่ๆ เพราะงั้น เรื่องภาพและดนตรีมันเจ๋งแน่นอน หนังภาคนี้มีเสน่ห์ของมันเอง ส่วนโยฮัน โยฮานสัน (นักประพันธ์ดนตรีประกอบ) เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่เขาคงไม่ได้ร่วมงานกับเราอีกแล้ว เขาเป็นคนเก่งมาก น่าเศร้ามากครับ

ผลงานของเขาในเรื่อง Sicario มันเป็นปรากฎการณ์ที่สุดยอดมากจริงๆ เห็นว่า เทย์เลอร์ เชอริแดน คิดจะทำเป็นไตรภาคด้วย ถ้าคุณกลับมารับบทในภาคสองแบบนี้ ได้พูดคุยเรื่องของภาคสามไหม หรือแค่ภาคสอง?

เบเนชิโอ: หลังจากที่เขาพูดว่าเขาจะเขียนภาคสอง ผมก็ได้มีบทสนทนาสั้นๆ กับว่าเขาต้องการเขียน Sicario ออกมาเป็นสามภาค เขาน่าจะวางแผนอะไรอยู่ ผมแค่หวังว่าภาคนี้  Sicario: Day of Sodaldo จะทำให้คนสนใจมากๆ เพื่อให้ภาคสามเกิดขึ้นได้

ระหว่างที่ถ่ายทำ Sicario คุณรู้มาก่อนรึเปล่าว่าเรื่องนี้ได้รับการถ่ายทำเป็นพิเศษ

เบเนซิโอ: ไม่เลย ไม่รู้มาก่อนเลยครับ

มารู้ตอนเห็นผลลัพธ์การถ่ายทำใช่ไหมแบบนี้

เบเนชิโอ: สำหรับภาคแรก ผมกำลังพูดถึง Sicario นะ ตอนที่ได้อ่านสคริปต์ ผมไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์คเท่าไหร่ เพราะว่าเราดำเนินเรื่องตามตัวละครของ เอมิลี่ บลันท์ สองในสามส่วน จากนั้นก็ดำเนินเรื่องตามตัวละครของผม อเลฮานโดร ผมก็เลยไม่มั่นใจว่ามันจะเวิร์ค แต่แล้วมันก็ปรากฏให้เห็นว่า “มันไม่มีกฎ” สำหรับหนังเรื่องนี้หรอก

Related Post

Celebrities Behind the Camera

มาดูกันว่า ดาราฮอลลีวูดตัวพ่อตัวแม่ที่คุณคุ้นหน้านั้นมีบทบาทอยู่เบื้องหลัง ภาพยนตร์ หรือ ซีรีส์ เรื่องใดใน Netflix กันบ้าง ?

มาเริ่มกันที่คนแรกกันเลยดีกว่าใครจะไปคิดว่านักร้องสาวสุดเช็กซี่อย่าง

Selena Gomez

จากนักแสดงเด็กช่อง ดิสนีย์ แชนแนล สู่การเป็นนักร้องสุดเซ็กซี่ Selena Gomez พิสูจน์แล้วว่าเธอมีความสามารถรอบด้าน ล่าสุดเธอสวมหมวกอีกใบ นั่นคือการเป็น Executive Producer ให้กับซีรีส์วัยรุ่นสุดฮิต 13 Reasons Why ที่สะท้อนสังคมของชีวิตวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับปัญหาการโดนกลั่นแกล้ง จนเกิดความซึมเศร้ารุนแรงในรั้วโรงเรียน นอกจากนี้เธอยังร้องเพลงประกอบซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย

Charlize Theron

คนถัดมาต้องขอบอกว่าเป็นตัวแม่เลยก็ว่าได้เพราะเธอคนนี้ผ่านการเป็นนักแสดงมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วนผ่านมาแล้วทุกบทบาทการแสดงนั่นก็คือ

Charlize Theron

Charlize Theron เป็นที่รู้จักกันอย่างดีจากฝีมือการแสดงขั้นเทพบนจอเงิน แต่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า นักแสดงมากฝีมือคนนี้ ก็ได้โลดแล่นอยู่หลังกล้องมานานหลายปีแล้วเช่นกัน ผลงานล่าสุด Girlboss ที่ Theron ร่วมกับเพื่อนของเธอสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือชีวประวัติเล่มหนึ่งที่เธอติดใจจนอยากจะเอามาทำเป็นซีรีส์ตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่าน และ Netflix ก็ช่วยให้ความตั้งใจของเธอเป็นความจริง

Charlize Theron

Julie Andrew

Julie Andrew นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี ที่มีผลงานในวงการมาอย่างโชกโชน ทั้งละคร ภาพยนตร์ พิธีกรและละคอนเวที วันนี้เธอจับมือกับ Netflix ผลิตรายการสำหรับเด็กชื่อ Julie’s Greenroom ที่ Julie รับหน้าที่เป็นพิธีกรหลัก ดำเนินรายการผ่านการร้อง ละครและเต้น ซึ่งในแต่ละตอนจะมีดารา นักแสดงดังๆ มาเป็นแขกรับเชิญ เพิ่มความสนุกสนานอีกด้วย อายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆสำหรับเธอคนนี้

Julie Andrew

Adam Sandler

นักแสดงตลกชายที่มีผลงานให้ได้รับชมโดยตลอดมานานกว่า 20 ปี โดยในปี 2014  Netflix จับมือ Adam Sandler เซ็นสัญญาสร้างภาพยนตร์ให้เขาถึง 4 เรื่อง (และเพิ่งจะต่อสัญญาไปเมื่อต้นปีอีก 4 เรื่อง) โดยตัว Adam เองนั้น นอกจากจะนำแสดงเองแล้ว เขายังมีส่วนในการคิด เขียนบทและโปรดิวซ์เองอีกด้วย นอกจากนี้หนึ่งในภาพยนตร์ของเขาเรื่อง The Meyerowitz Stories ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์อีกด้วย

Adam Sandler

Brad Pitt

คงจะไม่น่าเกลียดมากนักถ้าจะพูดว่า ไม่มีใครไม่รู้จักพระเอกตลอดการอย่าง Brad Pitt โดยตั้งแต่ปี 2001 เขาได้ร่วมเปิดบริษัทสร้างภาพยนตร์ชื่อ Plan B ที่ผลิตหนังออกสู่ตลาดมากกว่า 30 เรื่อง กวาดรางวัลต่างๆ มาแล้วมากมาย และภาพยนตร์เรื่องล่าสุด War Machine ที่ Brad Pitt ร่วมงานกับ Netflix เป็นครั้งแรก โดยเขาสวมบทบาททั้งเป็นโปรดิวเซอร์และนักแสดงนำ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ว่าจะเบื้องหน้า หรือเบื้องหลัง ชายคนนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

Brad Pitt

Tina Fey

นักแสดงตลกที่แจ้งเกิดจากรายการคอมเมดี้สเก็ตช์เสียดสีสังคมสุดฮิตจากอเมริกา Saturday Night Life รวมไปถึงรางวัลการันตีคุณภาพจากหลากหลายเวที ทำให้ Tina Fey คือตัวแม่ตัวจริงของวงการอีกหนึ่งคน Unbreakable Kimmy Schmidt คือซีรีส์คอมเมดี้อีกเรื่องหนึ่ง ที่ Tina Fey สร้างสรรค์ขึ้น ด้วยบทที่เฉียบคมและนักแสดงที่มากความสามารถ ทำให้เรื่องนี้เป็นซีรีส์ยอดฮิตติดลมของ Netflix มานานกว่า 3 ซีซันเลยทีเดียว

Tina Fey

Related Post

ประมวลภาพสวยๆ จากภาพยนตร์เรื่อง Avengers : The Infinity Wars

วันนี้ L’Officiel Hommes Thailand ได้ประมวลภาพสวยๆ จากภาพยนตร์เรื่อง Avengers: The Infinity Wars ที่กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนนี้เป็นต้นไปมาฝากแฟนๆให้ได้ชมกัน

เอาล่ะ!! บอกเลยว่าเราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถลากบักกี้ บาร์นส์ (หรือ The Winter Soldier) มานั่งหล่ออยู่บนปกนิตยสาร L’Officiel Hommes ฉบับเดือนพฤษภาคมเพื่อต้อนรับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Avengers: The Infinity Wars ได้ในเมื่อภาพยนตร์กำลังจะเข้า และต่างก็มีเสียงคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าใครจะรอด ใครจะตาย หรือใครจะได้กับใครกันนะ เรามาดูประมวลภาพสวยๆ ระดับไฮเดฟจากภาพยนตร์ให้กระชุ่มกระชวยใจเล่นๆ ระหว่างที่รอภาพยนตร์เข้ากันดีกว่า

Avenger: The Infinity Wars เข้าฉายตั้งแต่วันที่ 25 เมษายนเป็นต้นไป

 

Related Post

5 ซีรีส์ย้อนยุคสำหรับคนที่อยากทิ้งตัวนอนอยู่บ้านในช่วงสงกรานต์

สงกรานต์นี้หากใครไม่อยากไปไหน ขอขี้เกียจให้เต็มที่ด้วยการฝังตัวอยู่บ้าน โทรสั่งไลน์แมน แล้วนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงหรือโซฟา (อาจจะพร้อมไวน์แดงสักขวด) เราขอแนะ 5 ซีรีส์เกาะกระแสละครพีเรียดหรือละครย้อนยุคจาก Netflix ที่นำเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญๆ ในอดีตมาสร้างเป็นซีรีส์ให้คนดูติดกันหนึบหนับ จริงอยู่ว่าซีรีส์ย้อนยุคเหล่านี้อาจมีการแต่งแต้มสีสันไปบ้างเพื่อเพิ่มอรรรถในการรับชม แต่ตัวละครล้วนมีอยู่จริง ยิ่งถ้าคุณอินกับประวัติศาสตร์หรือเคยไปเยือนสถานที่นั่นๆ มาก่อนจะยิ่งเพิ่มความสนุก รับรองว่าดูมัน (ส์) ลืมวันลืมคืนกันไปเลย

เดอะ คราวน์ (The Crown) ซีรีส์ชีวประวัติของควีนอลิซาเบ็ธที่ 2 กับเรื่องราวของเกาะอังกฤษตั้งแต่สมัยพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างเจ้าหญิงอลิซาเบธและเจ้าชายฟิลิป โดยที่ตอนนั้นอังกฤษยังคงปกครองโดย King George VI เนื้อหาดำเนินมาจนถึงตอนที่คิงทรงเสด็จสวรรคต เจ้าหญิงอลิซาเบธเลยได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา ซีรีส์เรื่องนี้นำพาเราสู่ยุคสมัยที่อังกฤษเผชิญปัญหาและวิกฤติต่างๆ รอบด้าน รวมถึงเรื่องในมุ้งของคนในวัง  ที่บางครั้งเรายังอดสงสัยไม่ได้ว่านี่มันจริงหรือเรื่องแต่ง ต้องกูเกิ้ลเช็กข้อมูลกันอุตลุดเลยทีเดียว

แวร์ซายส์ (Versailles) ตำบลแวร์ซายส์ของฝรั่งเศสอันเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังแวร์ซายส์อันเลื่องชื่อที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศฝรั่งเศส เป็นแรงบันดาลใจของซีรีส์ดราม่าสุดเข้มข้น แวร์ซายส์ (Versailles)ตีแผ่เรื่องราวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่มีพระราชดำริให้บูรณะพระราชวังแวร์ซายส์ที่ใช้เงินภาษีมหาศาล พร้อมทั้งขุนนางที่ใช้ชีวิตสบายโดยไม่สนใจบ้านเมือง จนเกิดเป็นเรื่องราวการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งใหญ่ต่อมานั่นเอง ซีรีส์เรื่องนี้มาพร้อมกับความตื่นตาตื่นใจของฉากและเสื้อผ้าที่อลังการสมยุค ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศฝรั่งเศสยุคเฟื่องฟูก่อนการล้มสลาย เรื่องนี้คือคำตอบ

 

เอาท์แลนเดอร์ (Outlander) เรื่องราวสุดยิ่งใหญ่ที่ดัดแปลงจากนวนิยายโรแมนติกแฟนตาซีชื่อดังของไดอานา กาบัลดอน (Diana Gabaldon) กับความดราม่าสุดเข้มข้นระหว่างคู่รักต่างภพที่เกิดขึ้นในอดีตช่วงปี ค.ศ. 1945 ที่นางเอกก็ย้อนอดีตไปอีกทีในช่วงค.ศ. 1743 เรียกได้ว่าย้อนยุคสองต่อ ได้กลิ่นอาย 2 ช่วงสำคัญของโลกแบบแท้จริง แล้วคุณจะพบว่าเรื่องราวของการเดินทางมาพบรักต่างยุคต่างสมัยนี่ฮิตกันทุกประเทศจริงๆ

เอเลียส เกรซ (Alias Grace) มินิซีรีส์ 6 ตอนที่สร้างจากนิยายที่อ้างอิงจากเหตุการณ์ของนักเขียนชื่อดังมาร์กาเร็ต แอทวูด (Margaret Atwood) ที่จะพาคุณย้อนกลับไปในประเทศแคนาดาราวปีค.ศ. 1843 นำเสนอเรื่องราวของเกรซ มาร์คส์ หญิงสาวผู้อพยพชาวไอริชที่ยากไร้ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าในคดีฆาตกรรมนายจ้างของเธอเอง จนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ในท้ายที่สุดเธอได้รับการปล่อยตัวออกมาหลังจากถูกจองจำเป็นเวลา 30 ปี พร้อมกับคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น

Alias Grace

สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร (Three Kingdoms) วรรณกรรมจีนสุดคลาสสิคที่จะพาคุณย้อนไปยังช่วงประวัติศาสตร์ของประเทศจีนในช่วของราชวงศ์ฮั่นราวคริสตวรรษที่ 3 ซึ่งมีการต่อสู้แย่งดินแดนและแบ่งเป็นกลุ่มก๊ก โดยในภาพยนตรร์เรื่องสามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร (Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon) ตามติดชีวิตของจูล่งที่ต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตัวเอง นำแสดงโดยพระเอกตลอดกาลอย่าง หลิว เต๋อหัว ที่ชาวไทยรู้จักดี

 

 

 

Related Post

7 หนังรักน่าดูในคำ่คืน Valentine’s Day

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ขอแนะนำ 7 ภาพยนตร์รักคุณภาพให้คุณซบกับแฟนดูบนโซฟาในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้

 

Call Me by Your Name

by Luca Guadagnino

ภาพยนตร์รักที่กำลังฮอตที่สุดในตอนนี้ บอกเล่าความรักระหว่างผู้ชาย ในเมืองเล็ก  แห่งหนึ่งในอิตาลี ในเรื่องคุณจะได้เห็นความสวยงามแบบวิถีชีวิตฤดูร้อน โบราณวัตถุและหนังสือเก่า ลูกพีชสดจากต้น แววตาโศกของ Timothée Chalament และการลำดับภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายด้วยฟิล์มทั้งเรื่อง!

 

In the Mood for Love

by Wong Kar Wai

ความรักไม่สมหวังที่เกิดขึ้นในยุค 60’s บนเกาะฮ่องกง บรรยากาศความมืดมนที่ตัดด้วยสีสันสดใสของกี่เพ้านางเอกแสนเย้ายวน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังรักทั่วไป หว่องกาไว เจ้าพ่อภาพยนตร์เหงาจะทำให้คุณหันมาเห็นค่าคนข้างกายมากขึ้น

 

Come Rain, Come Shine

by Lee Yoon-ki

เตือนไว้ก่อนว่าถ้าไม่ชอบก็เกลียดไปเลยสำหรับภาพยนตร์กวาดรางวัลจากเกาหลี ตลอดเรื่องมีบทพูดไม่ถึง 10 ประโยค เป็นช่วงเวลาสั้น  ของคู่รักที่เลิกกัน และกำลังเก็บของเพื่อย้ายออก นับเป็น 2 ชั่วโมงอันปวดใจ จากคนรักที่จะกลายเป็นเพียงคนเคยรัก

 

Funny Face

by Stanley Donen

ภาพยนตร์รักเบาสมอง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1957 แสดงนำโดยนางเอกตลอดกาล ออเดรย์ เฮปเบิร์น ที่สวยงามตามแบบยุคทองของฮอลลีวูด มีเพลงเพราะๆ สอดแทรกตลอดเรื่องพร้อมชุดสวย  ของทั้งพระเอกและนางเอก

 

36

by Nawapol Thamrongrattanarit

ภาพยนตร์เรื่องยาวชิ้นแรกของเจ้าพ่อหนังเหงา เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ชื่อเรื่องนำมาจากจำนวนภาพ 36 ภาพสำหรับฟิล์มถ่ายภาพ 1 ม้วน ประโยคชวนคิดสำคัญคือ “อะไรที่เคยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรบันทึกไว้ก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลยนะ”

 

Pierrot le Fou

by Jean-Luc Godard

งานชิ้นโบว์แดงจากผู้กำกับฯ ระดับตำนาน หลังตามติดหนุ่มสาว คู่รักที่ออกผจญภัยไปตามความบ้าระห่ำของชีวิต แปลกตาทั้งเนื้อเรื่องและเสื้อผ้า จัดเป็นผลงานภาพยนตร์ฝรั่งเศสคลื่นลูกใหม่ (French New Wave) ที่มาพร้อมประโยคเด็ด “คุณตอบฉันด้วยคำพูด แต่ฉันมองคุณด้วยความรู้สึก

 

Ruby Sparks

by Jonathan Dayton & Valerie Faris

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณออกแบบความรักเองได้ ? เมื่อนักเขียนหนุ่มเขียนเรื่องคนรักในจินตนาการ แต่เธอกลับปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของเขาจริง  ! ภาพยนตร์รักชวนฝัน เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เป็นหนังรักฟีลกู๊ดที่รับรองว่า แฟนคุณจะต้องชอบ

 

Related Post

รู้ไหมว่าเมืองไทยส่งหนังประกวดออสการ์ทุกปี!

เรื่องน่ายินดีนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2526 (หรือเมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา) เมื่อสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติได้คัดเลือกหนังเพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา ‘ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ได้เฉียดเวทีออสการ์ของสยามประเทศได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง ‘น้ำพุ’ ที่กำกับโดยหม่อเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล (ซึ่งภาพยนตร์ของท่านมุ้ยนั้นได้รับการนำเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในประเทศไทย เพราะส่งไปถึงสี่เรื่อง เทียบเท่าหนังของ เป็นเอก รัตนเรือง) จากนั้นทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติก็ส่งหนังออกกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหลังพ.ศ. 2000 ยิ่งถือเป็นธรรมเนียมที่ส่งไปเป็นประจำทุกปี นับดูร่วม 24 ผลงาน

และในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 นี้ ภาพยนตร์สุดอื้อฉาวอย่าง ‘ดาวคะนอง’ ที่กำกับฯ โดยหญิงเก่ง อโนชา สุวิชากรพงศ์ ก็ได้เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยไปร่วมคัดเลือก แม้ว่าจะไปไม่ถึงรอบห้าเรื่องสุดท้าย (ใครจะไปสน? ในเมื่อออสการ์ก็ไม่ได้เลือกจากคุณภาพหนังอย่างเดียวอยู่แล้วนี่) แต่ก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติให้กับวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเรายังมองโลกในแง่ดีว่ามันต้องมีสักวันที่หนังจากผู้กำกับฯ ไทยจะได้เกรียงไกรบนเวทีออสการ์กับเค้าบ้าง

ดาวคะนอง – หนังโดนแบนที่ได้ชิงออสการ์

 

มาดูกันว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีภาพยนตร์เรื่องไหนได้จากเมืองไทยที่มีโอกาส ‘เกือบๆ’ เหยียบเวทีออสการ์กันมาบ้างแล้ว

  • ปี 2007

ภาพยนตร์: ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ

กำกับโดย: หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

  • ปี 2008

ภาพยนตร์: รักแห่งสยาม

กำกับโดย: ชูเกียรติ ศักดิ์จีระกุล

  • ปี 2009

ภาพยนตร์: ความจำสั้นแต่รักฉันยาว

กำกับโดย: ชูเกียรติ ศักดิ์จีระกุล

  • ปี 2010

ภาพยนต์: ลุงบุญมีระลึกชาติ

กำกับโดย: อภิชาติพงศ์ วีระเศรฐกุล

  • ปี 2011

ภาพยนต์: คนโขน

กำกับโดย: ศรัณยู วงษ์กระจ่าง

  • ปี 2012

ภาพยนต์: ฝนตกขึ้นฟ้า

กำกับโดย: เป็นเอก รัตนเรือง

  • ปี 2013

ภาพยนต์: เคาท์ดาวน์

กำกับโดย: นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

  • ปี 2014

ภาพยนต์: คิดถึงวิทยา

กำกับโดย: นิธิวัฒน์ ธราธร

  • ปี 2015

ภาพยนต์: พี่ชาย My Hero

กำกับโดย: จอช คิม

  • ปี 2016

ภาพยนต์: อาบัติ

กำกับโดย: ขนิษฐา ขวัญอยู่

 

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณละเห็นด้วยไหมคำตัดสินของคณะกรรมการจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทย?

Related Post

คุยกับเลียม นีสัน ในวัย 65 ปีที่ยังคงบู๊ไม่เลิก

ไม่มีคำว่าแก่เกินสำหรับพระเอกบู๊ตลอดกาลอย่าง เลียม นีสัน แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยร่ำๆ ว่าอายุอานามขนาดนี้จะให้บู๊ต่อไปคงไม่ไหว แต่สุดท้ายเลียมก็กลับมาอีกครั้งจนได้ในภาพยนต์แอ็คชั่นทริลเลอร์เรื่องล่าสุด ที่เขาเผยว่าเทียบเคียงกับผลงานสุดคลาสสิคของปรมาจารย์ฮิทช์ค็อกอย่าง Strangers on a Train หรือ North by Northwest

ตัวละครของคุณ ไมเคิล แม็คเคาเลย์ เขาเป็นใคร?

นีสัน:   ไมเคิล แม็คเคาเลย์ เป็นผู้จัดการระดับกลางของบริษัทประกันโนเนมแห่งหนึ่ง เขาอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายที่เวสต์เชสเตอร์ในรัฐนิวยอร์ก เช่นเดียวกับแฟมิลี่แมนทำงานหนักทั่วไป เขากำลังเจอปัญหาด้านการเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ใช้ชีวิตเดือนต่อเดือน ลูกชายเขากำลังจะเข้ามหาลัยและภรรยาเขาไม่รู้เลยว่า ภาวะการเงินของครอบครัวกำลังถึงจุดวิกฤต

วันหนึ่งสถานการณ์ของเขาต้องแย่ลงไปอีกเมื่อเขาโดนไล่ออก เขาไม่รู้ว่าจะบอกเมียยังไง แถมยังขาดส่งบ้านไปสองงวด หลังจากดื่มที่บาร์แถวบ้านร่วมกับเพื่อนเก่าตอนเป็นตำรวจ เขาตัดใจนั่งรถไฟกลับบ้านไปสารภาพกับเมียและลูกชายที่กำลังจะไปเรียนต่อว่าเขาไม่เหลือเงินอีกแล้ว ในขบวนรถไฟนั้นเองที่หญิงสาวปริศนานั่งตรงข้ามเขาถามเขาว่า ‘จะลองทำอะไรนิดหน่อยเพื่อเงินหนึ่งแสนเหรียญไหมล่ะ’

เขาไม่แน่ใจแต่ผู้คนนั้นก็จูงใจเขาด้วยการให้เขาไปหากระเป่าที่มีเงินสองหมื่นห้าพันเหรียญอัดอยู่ข้างใน ในที่สุดเขาก็เจอเงินซึ่งนั่นจุดชนวนทุกอย่างขึ้น”

The Commuter เป็นผลงานอันดับที่สี่ของคุณกับผู้กำกับฯ โจเม่ คอลเลต-เซอร์ร่า การทำงานกับเขาเป็นอย่างไรบ้าง?

นีสัน: ผมชอบทำงานกับโจเม่ ผมรู้จักเขามา 6-7 ปีแล้วตอนที่เล่น Unknown เราเข้ากันได้ดีทันที เราไม่ต้องวิเคราะห์บทลึกเกินไป เราแค่ทำงานเข้าขากันจนสนิทกันมากขึ้น เขาทำให้งานของผมง่ายขึ้นเยอะและเขาก็บอกว่าผมทำให้งานของเขาง่ายขึ้นเหมือนกัน ซึ่งผมถือเป็นคำชมที่น่าภูมิใจมากเลยนะ โจเม่เป็นนักทำหนังตัวจริง เขาคิดถึงภาพรวมของงานเสมอว่ามันจะมุ่งหน้าไปทางไหน เขากิน ดื่ม นอน เป็นหนัง เขารู้ดีว่าควรทำให้แต่ละซีนออกมายังไง เขาทำให้ผมนึกถึง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผมเชื่อใจเขา เขาเป็นคนที่พิเศษมากๆ

ช่วยพูดถึง เวร่า ฟาร์มิกา หน่อยในการที่เธอรับบทเป็น โจอันนา ผู้กุมปริศนาของเรื่องไว้

นีสัน: เวร่า เล่นเป็นตัวละครที่มีความลึกลับ เธอเองเป็นนักแสดงที่เก่งมาก คุณเดาไม่ออกเลยว่าเธอจะถ่ายทอดมันออกมายังไง เธอเป็นตำรวจ? เธอเป็นเอฟบีไอ? เป็นตัวร้ายหรือไม่? เธอเป็นนักแสดงหญิงที่ผมอยากร่วมงานด้วยมาตลอด

 

                                                                                                  เวร่า ฟาร์มิกา เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าส์จาก Up in the Air และ The Conjuring

ได้ยินว่าทีมงานจำลองรถไฟขึ้นมาทั้งขบวนเพื่อใช้ถ่ายทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ มันเหมือนจริงแค่ไหน?

นีสัน: รถไฟในเรื่องวิ่งผ่านบ้านผมในตอนบนของนิวยอร์ก ผมเองเคยนั่งขบวนนี้หลายครั้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ฉากของเรามันมีความยาวแค่โบกี้ครึ่งเท่านั้น ทำให้การถ่ายทำทุกวันค่อนข้างซับซ้อน มันต้องใช้แทนทุกโบกี้ในรถไฟ ปรับเปลี่ยนไปตามที่ควรจะเป็น ฉากสถานีที่ต้องเปลี่ยนไปทุกครั้งที่รถไฟหยุด ผมคุ้นเคยกับมันมาก ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้ยังไง แต่ฝ่ายศิลป์ของเราทำงานได้สุดยอดมาก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างกล่องมันบดแม็คโดนัลด์ที่ล้นมาจากทั้งขยะ

 

แม้ว่าคุณจะอายุ 60 กว่าแล้ว แต่ลีลาการบู๊ของคุณไม่ได้จืดจางไปตามวัยเลย คุณมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

นีสัน: ผมชอบการต่อสู้นะ ผมซ้อมกับมาร์คและทีมสตั๊นท์ คุณต้องซ้อมนะ ไม่งั้นคุณอาจจะเจ็บตัวได้ มันสนุกจริงๆ นะ แต่มันต้องอาศัยความฟิตพอสมควรเลยทีเดียว ผมเข้ายิมออกกำลังกาย 45 นาทีทุกเช้าก่อนมากองถ่าย

        ผู้กำกับฯ เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังให้ระทึกแม้อยู่ในพื้นที่จำกัด จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังทั้งเรื่องจะถ่ายทำแต่ในโบกี้รถไฟ 

Related Post

Fireworks: ความบอบบางของชีวิต ความรัก และดอกไม้ไฟ

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ บริษัท M Pictures ผู้จัดซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในประเทศประกาศร่ำๆ ว่า ‘อาจจะ’ ยุติการนำเข้าภาพยนตร์เอเชียภายในปีหน้า เพราะกระแสตอบรับที่ไม่เปรี้ยงปร้างในประเทศไทยเท่าใดนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทจะพิจารณาวาระนั้นจากรายได้และกระแสตอบรับของภาพยนตร์ญี่ปุ่นสองเรื่องสุดท้ายส่งท้ายปีอย่าง ‘AJIN คนไม่รู้จักตาย” และ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ”

เราเคยได้พูดถึง AJIN ไปแล้วว่าเราเชียร์สุดตัว เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเพลิน เดินเรื่องสนุก และมีปริศนาชีวิตให้ขบคิดทั้งเรื่องความเป็นความตาย และความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ ซึ่งเราก็ได้แต่เอาใจช่วยว่า M Pictures น่าจะปัดวาระนี้ตกไป

แอนิเมะที่ไม่ใสอย่างที่คิด

ในส่วนของภาพยนตร์แอนิเมะ “Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ” ที่ชูจุดขายยิ่งใหญ่เป็นสตูดิโอและผู้อำนวยการสร้างแอนิเมะที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างทั่วโลกอย่าง “Your Name” มาก่อนหน้านี้แล้วนั้น เราเริ่มจะสงสัยเสียแล้วว่าวาระนี้จะถูกนำมาพิจารณาอย่างเข้มข้นภายในบริษัทอีกหรือไม่

แอนิเมะเรื่องนี้ไม่ใช่ภาพยนตร์รักใสๆ วัยรุ่นชอบทั่วไป แม้ว่ามันจะสร้างมาเพื่อตอบสนองความเพ้อฝันของเด็กชายวัยกระเตาะ แต่เมื่อคุณนั่งดูมันจนจบเรื่อง คุณอาจจะสตันท์ และหันกลับมาตั้งคำถามขบคิดกับอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง ในสไตล์ของชุนจิ อิวาอิ มือเขียนบทสุดล้ำลึกและสุดงงจาก All About Lily Chou-Chou

 

เมื่อได้เห็นถึงความ ‘ย่อยยาก’ ของแอนิเมะเรื่องนี้ บวกกับกระแสภาพยนตร์เอเชียที่ค่อนข้างแผ่ว เรียกได้ว่า ‘ขายได้’ เฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในประเทศเท่านั้น เราคงจะต้องดูทิศทางการดำเนินงานของ M Pictures ในวาระนี้ต่อไปในปีหน้า

ได้แต่แอบหวังว่าวาระนี้จะถูกปัดตกไป เพราะในฐานะคนดูหนังตาดำๆ อย่างพวกเรา เราก็อยากจะมีภาพยนตร์ทางเลือกให้เรา ‘เลือก’ ดู นอกเหนือไปจากภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ฟอร์มยักษ์ และภาพยนตร์ไทยประเภทผี และตลกโปกฮาเท่านั้น

Fireworks ระหว่างเราและดอกไม้ไฟ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

Related Post