7 หนังรักน่าดูในคำ่คืน Valentine’s Day

ลอฟฟีเซียล ออมส์ ขอแนะนำ 7 ภาพยนตร์รักคุณภาพให้คุณซบกับแฟนดูบนโซฟาในวันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้

 

Call Me by Your Name

by Luca Guadagnino

ภาพยนตร์รักที่กำลังฮอตที่สุดในตอนนี้ บอกเล่าความรักระหว่างผู้ชาย ในเมืองเล็ก  แห่งหนึ่งในอิตาลี ในเรื่องคุณจะได้เห็นความสวยงามแบบวิถีชีวิตฤดูร้อน โบราณวัตถุและหนังสือเก่า ลูกพีชสดจากต้น แววตาโศกของ Timothée Chalament และการลำดับภาพเคลื่อนไหวที่ถ่ายด้วยฟิล์มทั้งเรื่อง!

 

In the Mood for Love

by Wong Kar Wai

ความรักไม่สมหวังที่เกิดขึ้นในยุค 60’s บนเกาะฮ่องกง บรรยากาศความมืดมนที่ตัดด้วยสีสันสดใสของกี่เพ้านางเอกแสนเย้ายวน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นมากกว่าหนังรักทั่วไป หว่องกาไว เจ้าพ่อภาพยนตร์เหงาจะทำให้คุณหันมาเห็นค่าคนข้างกายมากขึ้น

 

Come Rain, Come Shine

by Lee Yoon-ki

เตือนไว้ก่อนว่าถ้าไม่ชอบก็เกลียดไปเลยสำหรับภาพยนตร์กวาดรางวัลจากเกาหลี ตลอดเรื่องมีบทพูดไม่ถึง 10 ประโยค เป็นช่วงเวลาสั้น  ของคู่รักที่เลิกกัน และกำลังเก็บของเพื่อย้ายออก นับเป็น 2 ชั่วโมงอันปวดใจ จากคนรักที่จะกลายเป็นเพียงคนเคยรัก

 

Funny Face

by Stanley Donen

ภาพยนตร์รักเบาสมอง สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1957 แสดงนำโดยนางเอกตลอดกาล ออเดรย์ เฮปเบิร์น ที่สวยงามตามแบบยุคทองของฮอลลีวูด มีเพลงเพราะๆ สอดแทรกตลอดเรื่องพร้อมชุดสวย  ของทั้งพระเอกและนางเอก

 

36

by Nawapol Thamrongrattanarit

ภาพยนตร์เรื่องยาวชิ้นแรกของเจ้าพ่อหนังเหงา เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ชื่อเรื่องนำมาจากจำนวนภาพ 36 ภาพสำหรับฟิล์มถ่ายภาพ 1 ม้วน ประโยคชวนคิดสำคัญคือ “อะไรที่เคยเกิดขึ้น ถ้าไม่มีอะไรบันทึกไว้ก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลยนะ”

 

Pierrot le Fou

by Jean-Luc Godard

งานชิ้นโบว์แดงจากผู้กำกับฯ ระดับตำนาน หลังตามติดหนุ่มสาว คู่รักที่ออกผจญภัยไปตามความบ้าระห่ำของชีวิต แปลกตาทั้งเนื้อเรื่องและเสื้อผ้า จัดเป็นผลงานภาพยนตร์ฝรั่งเศสคลื่นลูกใหม่ (French New Wave) ที่มาพร้อมประโยคเด็ด “คุณตอบฉันด้วยคำพูด แต่ฉันมองคุณด้วยความรู้สึก

 

Ruby Sparks

by Jonathan Dayton & Valerie Faris

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณออกแบบความรักเองได้ ? เมื่อนักเขียนหนุ่มเขียนเรื่องคนรักในจินตนาการ แต่เธอกลับปรากฏตัวขึ้นในชีวิตของเขาจริง  ! ภาพยนตร์รักชวนฝัน เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน เป็นหนังรักฟีลกู๊ดที่รับรองว่า แฟนคุณจะต้องชอบ

 

Related Post

Volvo Ocean Race: ความท้าทายของการอยู่กลางทะเลนาน 9 เดือน

การล่องเรือใบรอบโลกนั้นหมายความว่า ลูกเรือนับ 10 ชีวิตจะต้องใช้ชีวิตบนเรือกันตามลำพังนานถึง 9 เดือน มหาสมุทรแม้จะสวยงามแต่ย่อมเต็มไปด้วยอันตรายและความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้ ลองมาดูกันว่า ลูกเรือเขาต้องฝึกฝนร่างกายกันอย่างไรให้พร้อมสู้ความโหดร้ายของมหาสมุทร

8-11

เดิมที ใน Volvo Ocean Race อนุญาตให้มีลูกเรือไม่เกิน 8 คนต่อทีม โดยลูกเรือทั้งหมดเป็นผู้ชาย แต่ในปัจจุบันมีนักแข่งเรือใบหญิงอาชีพเยอะขึ้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงกฏเกณฑ์ดังนี้

  • ทีมที่มีลูกเรือชายล้วน อนุญาตให้มีสมาชิกได้ 8 คน
  • ทีมที่มีทั้งลูกเรือหญิงและชาย อนุญาตให้มีสมาชิกได้ไม่เกิน 10 คน
  • ทีมที่มีลูกเรือหญิงล้วน อนุญาตให้มีสมาชิกได้ 11 คน

ก่อนเข้าแข่งขันลูกเรือทุกคนจะต้องผ่านการอบรมเรื่องความปลอดภัยและตรวจเช็คสภาพร่างกายอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ลูกเรือ 2 คนจากทุกทีมจะต้องผ่านการฝึกอบรมการแพทย์เบื้องต้น ในกรณีที่มีเพื่อนในเรือเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

ลูกเรือแต่ละคนจะมีตำแหน่งของตัวเอง อาทิ Pit, Trimmer, Bowman เป็นต้น นอกจากลูกเรือแล้ว ทุกลำยังมีช่างภาพประจำการไปด้วย 1 คนเพื่อคอยเก็บภาพความบ้าระห่ำของการแข่งเรือใบครั้งนี้

ชีวิตบนเรือ

ส่วนชีวิตบนเรือนั้นลืมความสบายไปได้เลย เรือถูกออกแบบมาให้คล่องแคล่วที่สุด นั่นหมายความว่าเรือจะบรรทุกเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

12 ชั่วโมงสุดโหด

ลูกเรือมี 3 กิจกรรมหลักที่ต้องจัดการ ได้แก่ ควบคุมเรือ 4 ชั่วโมง นอนพัก 4 ชั่วโมง และแสตนด์บายเผื่อกรณีฉุกเฉิน 4 ชั่วโมง

น้ำ

แม้จะอยู่กลางน้ำผืนใหญ่ แต่น้ำจืดนั้นน้อยนิด เครื่องกรองน้ำที่ติดตั้งไว้บนเรือสามารถผลิตน้ำจืดได้วันละ 50 ลิตรเท่านั้น เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์หนึ่งในลูกเรือ เราถามเธอว่า “แล้วอาบน้ำกันอย่างไร เพราะน้ำจืดก็แทบไม่พอกิน” เธอตอบปนขำว่า “ก็ถ้าฝนตกเมื่อไร ลูกเรือทุกคนก็จะคว้าสบู่แล้ววิ่งไปอาบน้ำด้วยน้ำฝน”

 

อาหาร

การแข่งขันไม่อนุญาตให้เอาอาหารสดขึ้นเรือ ตลอด 9 เดือน (ไม่นับจุดแวะพัก) ลูกเรือจะประทังชีวิตด้วยอาหารแห้งที่แพ็กไว้ตามจำนวนคน สถิติของ Volvo ระบุว่า การบังคับเรือนั้นใช้พลังงานมากถึง 5,000 แคลอรีต่อวัน นั่นหมายความว่า นักแข่งอาจน้ำหนัก 15-25 กิโลกรัมระหว่างการแข่งขัน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพ ลูกเรือจึงจะต้องกินวิตามินมากถึง 20 เม็ดต่อวัน

เครื่องนุ่งห่ม

เครื่องแบบแต่ละทีมย่อมมีสีสันแตกต่างกันไป แต่หลัก ๆ แล้วมี 2 ชุด ชุดแรกสำหรับสภาพอากาศหนาวเย็น  ประกอบด้วยชุดกันลม กันน้ำ และรองเท้าบูต สำหรับสภาพอากาศร้อนก็จะสบายหน่อย อาจเป็นเสื้อยืดและกางเกงขาสั้น

กรณีฉุกเฉิน

ภายในอาคารที่จัดแสดงเรือจำลอง ไกด์ของเราเล่าว่า ส่วนหัวของเรือนั้นกั้นไว้เป็นห้องใช้เก็บศพในกรณีที่ลูกเรือเสียชีวิต

เห็นอย่างนี้แล้วคุณผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราถึงจะต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงเพื่อเก็บข้อมูลมาเล่าให้คุณฟัง สำหรับคนที่อยากรู้ว่าเรือแล่นไปถึงไหนแล้ว แนะนำให้ตามไปอัพเดตข่าวคราวบนเว็บไซต์นี้ได้เลย www.volvooceanrace.com

Related Post

7 คนดังที่คลั่งไคล้สาวๆ BNK48 อย่างออกนอกหน้า

กลายเป็นเพลงที่ฮิตติดปากที่ร้องตามกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง สำหรับ ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ เพลงป็อปจังหวะสดใสจากวงเกิร์ลกรุ๊ป BNK48  ที่กำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อเถอะว่าคุณเดาไม่ออกหรอกว่าหนุ่มๆ คนไหนบ้างที่เป็นแฟนคลับของน้องๆ วงนี้!

บอย – ตรัย ภูมิรัตน

นักร้องและนักแต่งเพลงชื่อดังแห่งค่าย Spicydisc ก็เป็นหนึ่งใน ‘โอตะ’ เช่นกัน โดยบอยได้มีโอกาสร่วมงานกับสาวๆ BNK48 ในการเขียนเนื้อร้องเพลงซิงเกิ้ลรองอย่าง Skirt, Hirari หรือ พลิ้ว เพลงจังหวะหึกเหิมของเด็กสาวที่อยากจะแสดงความรู้สึกออกไปให้คนที่ชอบได้รู้ตัว

เมฆ – จิรกิตต์ ถาวรวงศ์

นักแสดงหนุ่มจาก GMM TV ที่กำลังจะมีผลงานซีรีส์เรื่องใหม่ให้ได้ชมในปี 2018 คนนี้ก็ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบ ‘Queen แก้ว’ หรือ ณัฐรุจา ชุติวรรณโสภณ  หนึ่งในสมาชิกวงเป็นพิเศษ แถมยังแวะเวียนไปให้ได้เห็นหน้าค่าตาที่งานจับมือเป็นประจำ

 

รูปจากโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คของเจ้าตัว

 

เอม – นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

นักข่าวหนุ่มที่ล่าสุดมีโอกาสได้ไปเป็นพิธีกรในการสัมภาษณ์สามสาว เฌอปราง อร และ ปัญ สมาชิกวงที่ไปร่วมรายการปริศนาฟ้าแลบด้วยข้อมูลวงที่แน่นปึ้กจนได้รับการชื่นชมจากแฟนๆว่า ‘ทำการบ้านมาดี’ แต่แท้จริงแล้ว หนุ่มเอมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบ BNK48 อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

โย่ง อาร์มแชร์ 

แม้แต่โย่ง อาร์มแชร์ ก็เป็นหนึ่งในหนุ่มๆ ที่ตกหลุมรักในสเน่ห์ของสาวๆ BNK48 แถมยังเคยได้ไปร่วมไลฟ์ผ่าน Digital Live Studio ที่ห้างสรรพสินค้าเอ็มควอเทียร์มาแล้วด้วย แต่ก็ออกตัวไว้ก่อนนะว่างานนี้หนุ่มโย่งเขาขออนุญาตสาวก้อย ภรรยาสุดที่รักมาแล้ว แถมยังชวนก้อยมาเป็นโอตะด้วยกันอีกด้วย

 

จ๋อง – พงษ์นรินทร์ อุลิศ

เจ้าของคลื่นวิทยุสุดแนว Catradio ที่สืบต่อมาจาก FATRadio คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่หลงรักสเน่ห์ของน้องๆ BNK48 และเรียกเสียงฮือฮาเมื่อมีการเพิ่มวง BNK48 อยู่ในรายชื่อศิลปินที่ร่วมแสดงในงาน Cat Expo ที่ดูเหมือนจะเป็นงานสำหรับวงการเพลงอินดี้ชัดๆ! และสมาชิกคนโปรดของจ๋องก็คือ ‘แคปเฌอ’ หรือ เฌอปราง อารีย์กุล กัปตันของวง

 

วง Mild

เมื่อไม่นานมานี้เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เหล่าโอตะได้ขำขันกัน เมื่อวง Mild ได้อัพไอจีสตอรี่ผ่านแอคเคาท์วง เนื้อความว่า “วงมี 6คน” แต่กลับมีจำนวน following อยู่ 11 แอคเคาท์ โดย 5 แอคเคาท์ที่เพิ่มมาจากสมาชิกวง Mild ก็เป็นสาวๆ BNK48 จนต้องเอามาสืบหากันเลยทีเดียวว่าสมาชิกวงคนไหนนะ ที่ลั่นใช้แอคเคาท์วงกดติดตามน้องๆ

 

สแตมป์ – อภิวัชร เอื้อถาวรสุข 

สแตมป์เคยเป็นหนึ่งใน commentator ที่เคยไปให้คำแนะนำด้านการโชว์และการร้องของวงสมัยที่น้องๆ BNK48 อยู่ในช่วงฝึกซ้อมมาแล้ว (ซึ่งออกอากาศผ่านรายการ BNK Senpai ที่มีให้ชมย้อนหลังทางยูทูป)  นอกจากสแตมป์จะทั้งเต้นและร้องเพลงฮิต คุกกี้เสี่ยงทายในงานโชว์ของตัวเองอยู่เป็นประจำ หนุ่มสแตมป์ยังเคยร่วมกับนักแต่งเพลงคนอื่นๆเ ขียนเพลงแปลงของ คุกกี้เสี่ยงทายออกมาด้วย!

Related Post

Volvo Ocean Race ความท้าทายของการแข่งขันเรือใบรอบโลก

เช้าวัน 12 มกราคมเราได้รับโทรศัพท์จาก Volvo ประเทศไทย แจ้งข่าวการแข่งขันเรือใบที่ Volvo ให้การสนับสนุน คุณผู้อ่านคงรู้สึกเหมือนเราว่า Volvo เกี่ยวอะไรกับเรือใบ แล้วทำไมถึงเจาะจงแจ้งข่าวนิตยสารแฟชั่นอย่าง L’Officiel Hommes Thailand

9 เดือนจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัย

ต้องท้าวความก่อนว่า การแข่งขันเรือใบของ Volvo มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Volvo Ocean Race เส้นทางจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัยพาดผ่าน 7 ทวีป ระยะทางยาว 70, 000 กิโลเมตร โดยใช้กำลังคนแล่นตลอดระยะทาง Volvo Ocean Race จึงไม่ใช่แค่การประลองทักษะการบังคับเรือ แต่ย่อมเป็นการพิสูจน์ความอดทน ความสามัคคี และการเอาตัวรอดกลางมหาสมุทรตลอดระยะเวลา 9 เดือนแห่งการแข่งขัน

แล้วเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ใครเป็นต้นคิด ?

การแข่งขันเรือใบรอบโลกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 โดยใช้ชื่อว่า Whitbread Round the World Race โดย Whitebread เป็นชื่อของผู้สนับสนุนหลัก มีทีมเข้าแข่งขันถึง 17 ทีม ในปี 2008 Volvo เล็งเห็นถึงความบ้าบิ่น ทรหด และน่าสนใจของการแข่งขันนี้จึงตัดสินใจประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยเรือใบทุกลำ แม้จะแล่นด้วยแรงคน แต่จะอาศัยเครื่องยนต์ของ Volvo ในการเริ่มแล่นและหยุดเรือ

11 ท่าพักเรือ
การแข่งขั้นในปีนี้เป็นครั้งที่ 9 มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 7 ทีม แต่ละทีมมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 7-11 คน แวะพัก 11 จุด ไม่ร่วมจุดเริ่มต้นและเส้นชัย และเพื่อเข้าชมการแข่งขันเรือใบครั้งนี้ เราจำเป็นต้องบินลัดฟ้าไปสู่เกาะฮ่องกงซึ่งเป็นจุดแวะพักที่ใกล้ประเทศไทยที่สุด นักกีฬาจะแวะพักเพื่อเติมเสบียงอาหาร รักษาอาการป่วยต่าง ๆ และพักผ่อนเอาแรง ก่อนจะแล่นเรือต่อไปยังจุดหมายปลายทางด้านหน้า

ครั้งแรกในเกาะฮ่องกง
เรามาถึงฮ่องกงในวันที่ 27 มกราคม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสยิ่งทวีความหนาวขึ้นไปอีก รถบัสคันใหญ่นำเราเดินทางมาสู่อ่าว Victoria ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Race Village หรือหมู่บ้านนักแข่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทศกาลประชาสัมพันธ์การแข่งขัน สำหรับ Volvo เองก็จะอาศัยเทศกาลนี้บอกเล่าความบ้าบิ่นและน่าตื่นเต้นของการแล่นเรือใบแบบบ้าระห่ำรอบโลก พร้อมกับอวดโฉมนวัตกรรมใหม่ ๆ ในยนตรกรรมของ Volvo

ยิ่งเบา ยิ่งดี

ทันที่ทีเราถึง Race Village เราก็รีบมุ่งหน้าไปยัง Race Boat Experience นิทรรศการจัดแสดงแบบจำลองเรือใบที่ใช้แข่งขัน ตั้งอยู่ในอาคารชั่วคราว ในการแข่งขันปีนี้ (2017-2018) Volvo ได้พัฒนาเรือลำใหม่โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Volvo Ocean 65

  • ออกแบบโดย Farr Yacht Design เรือลำนี้ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 36, 000 ชั่วโมง
  • ประกอบโดยช่างผู้ชำนาญการจาก 4 ประเทศ
  • เรือมีขนาด 20 เมตร หรือประมาณรถยนตร์ 5 คันต่อกัน

 

  • มีน้ำหนัก 12,500 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นก่อนถึง 1,500 กิโลกรัม
  • ใบเรือเมื่อกางเต็มที่มีขนาดเท่าสนามวอลเลย์บอลสองสนามต่อกัน
  • แล่นได้เร็วกว่าเรือขนาดเดียวกับในรุ่นเดิมถึง 1 เท่า คือ 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เรือทุกลำที่ลงแข่งขันปีนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ของ Volvo เพื่อทำหน้าที่สตาร์ตเครื่องก่อนสลับเป็นแรงคน เครื่องยนต์ดีเซลเครื่องนี้ยังทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในเรือ อาทิ อุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ระบบทำความร้อน แสงไฟ และกักตุนพลังงานไว้ใช้ในคราวฉุกเฉินอีกด้วย

ความน่าสนใจของการแข่งขันที่ทำให้เราต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงยังไม่หมดแค่นี้ ตอนต่อไปเราจะมาเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือกันว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรบนเรือตลอด 9 เดือนหรือ 279 วันโดยประมาณ

ติดตามได้ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น !

Related Post

รู้ไหมว่าเมืองไทยส่งหนังประกวดออสการ์ทุกปี!

เรื่องน่ายินดีนี้เริ่มตั้งแต่พ.ศ. 2526 (หรือเมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา) เมื่อสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติได้คัดเลือกหนังเพื่อเป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขา ‘ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม’ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ได้เฉียดเวทีออสการ์ของสยามประเทศได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง ‘น้ำพุ’ ที่กำกับโดยหม่อเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล (ซึ่งภาพยนตร์ของท่านมุ้ยนั้นได้รับการนำเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดในประเทศไทย เพราะส่งไปถึงสี่เรื่อง เทียบเท่าหนังของ เป็นเอก รัตนเรือง) จากนั้นทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติก็ส่งหนังออกกันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหลังพ.ศ. 2000 ยิ่งถือเป็นธรรมเนียมที่ส่งไปเป็นประจำทุกปี นับดูร่วม 24 ผลงาน

และในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 นี้ ภาพยนตร์สุดอื้อฉาวอย่าง ‘ดาวคะนอง’ ที่กำกับฯ โดยหญิงเก่ง อโนชา สุวิชากรพงศ์ ก็ได้เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยไปร่วมคัดเลือก แม้ว่าจะไปไม่ถึงรอบห้าเรื่องสุดท้าย (ใครจะไปสน? ในเมื่อออสการ์ก็ไม่ได้เลือกจากคุณภาพหนังอย่างเดียวอยู่แล้วนี่) แต่ก็ถือว่าเป็นเกียรติประวัติให้กับวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเรายังมองโลกในแง่ดีว่ามันต้องมีสักวันที่หนังจากผู้กำกับฯ ไทยจะได้เกรียงไกรบนเวทีออสการ์กับเค้าบ้าง

ดาวคะนอง – หนังโดนแบนที่ได้ชิงออสการ์

 

มาดูกันว่าในรอบสิบปีที่ผ่านมา มีภาพยนตร์เรื่องไหนได้จากเมืองไทยที่มีโอกาส ‘เกือบๆ’ เหยียบเวทีออสการ์กันมาบ้างแล้ว

  • ปี 2007

ภาพยนตร์: ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ

กำกับโดย: หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

  • ปี 2008

ภาพยนตร์: รักแห่งสยาม

กำกับโดย: ชูเกียรติ ศักดิ์จีระกุล

  • ปี 2009

ภาพยนตร์: ความจำสั้นแต่รักฉันยาว

กำกับโดย: ชูเกียรติ ศักดิ์จีระกุล

  • ปี 2010

ภาพยนต์: ลุงบุญมีระลึกชาติ

กำกับโดย: อภิชาติพงศ์ วีระเศรฐกุล

  • ปี 2011

ภาพยนต์: คนโขน

กำกับโดย: ศรัณยู วงษ์กระจ่าง

  • ปี 2012

ภาพยนต์: ฝนตกขึ้นฟ้า

กำกับโดย: เป็นเอก รัตนเรือง

  • ปี 2013

ภาพยนต์: เคาท์ดาวน์

กำกับโดย: นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

  • ปี 2014

ภาพยนต์: คิดถึงวิทยา

กำกับโดย: นิธิวัฒน์ ธราธร

  • ปี 2015

ภาพยนต์: พี่ชาย My Hero

กำกับโดย: จอช คิม

  • ปี 2016

ภาพยนต์: อาบัติ

กำกับโดย: ขนิษฐา ขวัญอยู่

 

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณละเห็นด้วยไหมคำตัดสินของคณะกรรมการจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศไทย?

Related Post

5 สิ่งที่คุณ (อาจจะยัง) ไม่รู้เกี่ยวกับ Liam Gallagher

เราไม่แน่ใจว่าเลียมเลิกปากหมาแล้วหรือยัง หรือยังคงแซะทุกคนไปเรื่อย แต่ที่แน่ๆ ยังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับหมอนี่ ยกตัวอย่างเช่น โตจนป่านนี้แล้วยังว่ายน้ำไม่เป็น!

  1. เขาเป็นแฟนตัวยงของ The Beatles

นอกเหนือจากการพ่นไปทั่วแล้วว่าเพลงของ Oasis ได้รับอิทธิพลอย่างหนักมาจากสี่เต่าทองนี้ มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่เลียมคุยโอ่ไปทั่วว่าตัวเองเป็น John Lennon กลับชาติมาเกิด และยืนยันให้เพื่อนร่วมวงเรียกเขาว่าจอห์น (จอห์นถูกลอบสังหารในค.ศ. 1980 ส่วนเลียมเกิดในค.ศ. 1972 อืม… คุณคิดว่าไงกัน?)

  1. แถมยังมีแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง

แบรนด์ Pretty Green เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อค.ศ. 2006 เลียมบอกว่าสไตล์เสื้อผ้าของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงของวง The Jam บวกกับสไตล์ความชอบของตัวเขาเอง

 

  1. หนังโปรดก็มีกับเขาเหมือนกัน

อังกฤษจ๋าขนาดนี้ หนังโปรดย่อมหนีไม่พ้น Quadrophenia ภาพยนตร์อินดี้สัญชาติอังกฤษที่กำกับโดย Franc Roddam ที่บอกเล่าเรื่องราวของร็อกเกอร์และความวุ่นวายในช่วงยุคเซเว่นตี้ส์ ซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากอัลบั้มชื่อเดียวกันของ The Who

 

  1. เขาว่ายน้ำไม่เป็น

เอาจริงๆ คือทั้งเขาและโนล (พี่ชายคู่กัด) ว่ายน้ำไม่เป็นทั้งคู่ เลียมเปิดเผยความลับนี้ตอนที่ไปปรากฏตัวในรายการเรียลลิตี้โชว์ Gogglebox ของประเทศอังกฤษ

 

 

  1. เลียมมาเมืองไทยแล้วสามครั้ง

รวมครั้งนี้ซึ่งเขาจะมาเปิดคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในฐานะศิลปินเดี่ยวหลังจากที่วงแตกและเลิกใช้ชื่อใต้ชายคา Oasis โดยคอนเสิร์ตจะจัดขึ้นในวันที่ 12 มกราคมนี้ ที่ BITEC Bangna ฮอลล์ 106

ใครยังไม่มีตั๋ว ซื้อได้ที่: https://www.ticketmelon.com/event/liamgallagher

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: TicketMelon.com

Related Post

Feel the Difference สัมผัสใหม่ที่พัทยา

ข้อดีของพัทยาคือคุณสามารถไปได้บ่อยเท่าที่ต้องการเพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถไปไม่กี่อึดใจก็ถึง จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีโรงแรมหรือรีสอร์ตเปิดใหม่แทบทุกเดือน ตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยไล่ไปจนถึงหลักหมื่น

วันนี้เราเลยขอนำเสนอที่พักแห่งใหม่ เซ็นทารา แกรนด์ พระตำหนัก ซึ่งตั้งอยู่บริเวณพัทยาใต้ใกล้กับเขาพระตำหนัก ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวหรือจุดถ่ายรูปยอดนิยมในพัทยา เพราะสามารถมองเห็นพัทยาได้อย่าง 360 องศา อยู่คั้นระหว่างหาดหอมเทียนกับพัทยาใต้ แถมยังอยู่ไม่ไกลจากเกาะล้าน เกาะที่ได้ชื่อว่าหาดทรายและน้ำทะเลยังคงใสสะอาด หลายคนมาเที่ยวพัทยาก็จริง แต่แทนที่จะเล่นน้ำหรือนอนอาบแดดริมหาดจอมเทียน กลับเลือกที่จะนั่งเรือไปเกาะล้านมากกว่า เพราะเหมือนเที่ยวทะเลอื่น

ห้องพัก Deluxe room 

 

Family Suite ห้องพักสำหรับมาเป็นหมู่คณะหรือครอบครัว

 

 

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ย่านที่อยู่อาศัย ดังนั้นสภาพแวดล้อมจึงไม่อึกทึกคึกโครมเหมือนพัทยากลาง สะอาด สงบ มีทั้งหมด 163 ห้อง ตกแต่งอย่างสวยทันสมัย อุปกรณ์ภายในห้องครบครัน มีไฮไลท์เป็นสระว่ายน้ำซึ่งตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม นอกจากนั้นยังมีห้องฟิตเนส สปา SPA Cenvaree และบริการรถรับ-ส่งถึง Central Festival Shopping Centre

Centara Grand Phratamnak Pattaya

 

และถ้าใครเบื่อร้านอาหารเดิมๆ ในพัทยา หรืออยากพิเศษขึ้นมาหน่อย ที่นี่ก็มี Oceana ห้องอาหารที่แปลกใหม่ด้วยการตกแต่งสไตล์อควาเรียม (Aquarium) มีครัวเปิดเสิร์ฟทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่ง แต่ถ้าไม่อยากทางการมากนัก ลองอาหารกินง่ายที่ Ruffino Restaurent & Lounge ชั้นดาดฟ้าติดกับสระว่ายน้ำ หรือ Espresso คาเฟ่พร้อมให้บริการกาแฟหอมกรุ่นและเบเกอรีตลอดวัน

ให้ความรู้สึกเหมือนดินเนอร์อยู่ใต้ทะเล!

 

ไม่ว่าจะชาหรือกาแฟ ที่นี่พร้อมเสิร์ฟ 

 

ด้วยความสะดวกสบายระดับห้าดาวที่บอกไปข้างต้น เซ็นทารา แกรนด์ พระตำหนัก จึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่กำลังมองหาความเงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน ให้ความรู้สึกที่มาพัทยาแต่เหมือนไม่ได้อยู่พัทยา

เซ็นทารา แกรนด์ พระตำหนัก พระตำหนักซอย 5 พัทยา 20150 โทร. 038-250-636 หรือ 092-247-0233 แฟ็กซ์ 038-250-790 อีเมล cgpx@chr.co.th เว็บไซต์ https://www.centarahotelsresorts.com/centaragrand/cgpx/

Related Post

N.E.R.D กลับมาแล้วพร้อมหัวหอกอย่างฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์  

Text: Patsaya Ch.

บอกตามตรงว่าเราเป็นแฟนตัวยงของ N.E.R.D มากกว่างานเดี่ยวของฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์เองเสียอีก ทันทีที่เขาโพสหน้าปกอัลบั้มชุดใหม่ลงไอจีและทวิตเตอร์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทางเราก็ได้แต่ตั้งตารอคอยที่จะฟังซาวด์ดนตรีอันคุ้นเคย หลังห่างหายไปนานกว่า 7 ปี นับตั้งแต่อัลบั้มที่ออกมาตั้งแต่ปี 2007 อย่าง “Nothing”

No_One Ever Really Dies เป็นอัลบั้มชุดที่ 5 ของวงดนตรีสามนาย อันประกอบไปด้วย ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์, ชัด ฮูโก้ และเชย์ ฮาเลย์ ทั้งสามเป็นอดีตคนทำงานเบื้องหลังที่หันมาทำเพลงของตัวเองจนโด่งดังเป็นพลุแตก ด้วยการผสมผสานแนวดนตรีที่พวกเขาชอบๆ อย่างแร็ป ร็อค ฟังก์ อาร์แอนด์บี เพลงของเนิร์ดจึงจะว่าฮิปฮอปก็ไม่ใช่ ร็อกก็ไม่เชิง เอาเป็นว่ามันคือซาวด์แบบเนิร์ดๆ ที่แปร่งหูแต่ฟังแล้วมัน (ส์) ดี


             N.E.R.D. แท้จริงแล้วได้มาจากชื่อของอัลบั้มชุดนี้ No_One Ever Really Dies    

 

แน่นอนว่าเมื่อหายไปสั่งสมประสบการณ์ บารมี และความเก๋า (โดยเฉพาะฟาร์เร็ลล์ที่พอโก mainstream ก็กลายเป็นขวัญใจสายสตรีทขึ้นมาทันทีเพราะมือขึ้นทั้งงานเพลงและแฟชั่น) เมื่อกลับมาหนทีจึงขนเอาเพื่อนศิลปินมาร่วมงานเพียบ แต่ละคนก็ไม่ใช่ระดับที่สามารถเรียกมาร่วมงานได้ง่ายๆ เริ่มตั้งแต่ Rihanna ที่มาพร้อมซิงเกิ้ลแรกในเพลง ‘Lemon’ นักร้องผิวหมึก Kendrick Lamar สาวแสบ M.I.A. ต่อด้วย Gucci Mane, Andr3000, Wale และ Ed Sheeran ที่น่าจะไปจีบมาตั้งแต่สมัยที่เคยทำเพลงให้

ถามว่าทำไมถึงตั้งชื่ออัลบั้มว่า No_One Ever Really Dies ? ถามได้ ก็นี่แหละคือชื่อเต็มของวง N.E.R.D หาอัลบั้มเต็มของพวกเขามาฟังได้แล้วที่ Spotify และ Apple Music ลองดูว่าจะชอบเหมือนเพลงเก่าๆ ของพวกเขาไหม

Related Post

คุยกับเลียม นีสัน ในวัย 65 ปีที่ยังคงบู๊ไม่เลิก

ไม่มีคำว่าแก่เกินสำหรับพระเอกบู๊ตลอดกาลอย่าง เลียม นีสัน แม้ครั้งหนึ่งเขาจะเคยร่ำๆ ว่าอายุอานามขนาดนี้จะให้บู๊ต่อไปคงไม่ไหว แต่สุดท้ายเลียมก็กลับมาอีกครั้งจนได้ในภาพยนต์แอ็คชั่นทริลเลอร์เรื่องล่าสุด ที่เขาเผยว่าเทียบเคียงกับผลงานสุดคลาสสิคของปรมาจารย์ฮิทช์ค็อกอย่าง Strangers on a Train หรือ North by Northwest

ตัวละครของคุณ ไมเคิล แม็คเคาเลย์ เขาเป็นใคร?

นีสัน:   ไมเคิล แม็คเคาเลย์ เป็นผู้จัดการระดับกลางของบริษัทประกันโนเนมแห่งหนึ่ง เขาอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกชายที่เวสต์เชสเตอร์ในรัฐนิวยอร์ก เช่นเดียวกับแฟมิลี่แมนทำงานหนักทั่วไป เขากำลังเจอปัญหาด้านการเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ใช้ชีวิตเดือนต่อเดือน ลูกชายเขากำลังจะเข้ามหาลัยและภรรยาเขาไม่รู้เลยว่า ภาวะการเงินของครอบครัวกำลังถึงจุดวิกฤต

วันหนึ่งสถานการณ์ของเขาต้องแย่ลงไปอีกเมื่อเขาโดนไล่ออก เขาไม่รู้ว่าจะบอกเมียยังไง แถมยังขาดส่งบ้านไปสองงวด หลังจากดื่มที่บาร์แถวบ้านร่วมกับเพื่อนเก่าตอนเป็นตำรวจ เขาตัดใจนั่งรถไฟกลับบ้านไปสารภาพกับเมียและลูกชายที่กำลังจะไปเรียนต่อว่าเขาไม่เหลือเงินอีกแล้ว ในขบวนรถไฟนั้นเองที่หญิงสาวปริศนานั่งตรงข้ามเขาถามเขาว่า ‘จะลองทำอะไรนิดหน่อยเพื่อเงินหนึ่งแสนเหรียญไหมล่ะ’

เขาไม่แน่ใจแต่ผู้คนนั้นก็จูงใจเขาด้วยการให้เขาไปหากระเป่าที่มีเงินสองหมื่นห้าพันเหรียญอัดอยู่ข้างใน ในที่สุดเขาก็เจอเงินซึ่งนั่นจุดชนวนทุกอย่างขึ้น”

The Commuter เป็นผลงานอันดับที่สี่ของคุณกับผู้กำกับฯ โจเม่ คอลเลต-เซอร์ร่า การทำงานกับเขาเป็นอย่างไรบ้าง?

นีสัน: ผมชอบทำงานกับโจเม่ ผมรู้จักเขามา 6-7 ปีแล้วตอนที่เล่น Unknown เราเข้ากันได้ดีทันที เราไม่ต้องวิเคราะห์บทลึกเกินไป เราแค่ทำงานเข้าขากันจนสนิทกันมากขึ้น เขาทำให้งานของผมง่ายขึ้นเยอะและเขาก็บอกว่าผมทำให้งานของเขาง่ายขึ้นเหมือนกัน ซึ่งผมถือเป็นคำชมที่น่าภูมิใจมากเลยนะ โจเม่เป็นนักทำหนังตัวจริง เขาคิดถึงภาพรวมของงานเสมอว่ามันจะมุ่งหน้าไปทางไหน เขากิน ดื่ม นอน เป็นหนัง เขารู้ดีว่าควรทำให้แต่ละซีนออกมายังไง เขาทำให้ผมนึกถึง สตีเว่น สปีลเบิร์ก ผมเชื่อใจเขา เขาเป็นคนที่พิเศษมากๆ

ช่วยพูดถึง เวร่า ฟาร์มิกา หน่อยในการที่เธอรับบทเป็น โจอันนา ผู้กุมปริศนาของเรื่องไว้

นีสัน: เวร่า เล่นเป็นตัวละครที่มีความลึกลับ เธอเองเป็นนักแสดงที่เก่งมาก คุณเดาไม่ออกเลยว่าเธอจะถ่ายทอดมันออกมายังไง เธอเป็นตำรวจ? เธอเป็นเอฟบีไอ? เป็นตัวร้ายหรือไม่? เธอเป็นนักแสดงหญิงที่ผมอยากร่วมงานด้วยมาตลอด

 

                                                                                                  เวร่า ฟาร์มิกา เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้าส์จาก Up in the Air และ The Conjuring

ได้ยินว่าทีมงานจำลองรถไฟขึ้นมาทั้งขบวนเพื่อใช้ถ่ายทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ มันเหมือนจริงแค่ไหน?

นีสัน: รถไฟในเรื่องวิ่งผ่านบ้านผมในตอนบนของนิวยอร์ก ผมเองเคยนั่งขบวนนี้หลายครั้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ฉากของเรามันมีความยาวแค่โบกี้ครึ่งเท่านั้น ทำให้การถ่ายทำทุกวันค่อนข้างซับซ้อน มันต้องใช้แทนทุกโบกี้ในรถไฟ ปรับเปลี่ยนไปตามที่ควรจะเป็น ฉากสถานีที่ต้องเปลี่ยนไปทุกครั้งที่รถไฟหยุด ผมคุ้นเคยกับมันมาก ผมไม่รู้ว่าพวกเขาทำได้ยังไง แต่ฝ่ายศิลป์ของเราทำงานได้สุดยอดมาก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างกล่องมันบดแม็คโดนัลด์ที่ล้นมาจากทั้งขยะ

 

แม้ว่าคุณจะอายุ 60 กว่าแล้ว แต่ลีลาการบู๊ของคุณไม่ได้จืดจางไปตามวัยเลย คุณมีวิธีเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

นีสัน: ผมชอบการต่อสู้นะ ผมซ้อมกับมาร์คและทีมสตั๊นท์ คุณต้องซ้อมนะ ไม่งั้นคุณอาจจะเจ็บตัวได้ มันสนุกจริงๆ นะ แต่มันต้องอาศัยความฟิตพอสมควรเลยทีเดียว ผมเข้ายิมออกกำลังกาย 45 นาทีทุกเช้าก่อนมากองถ่าย

        ผู้กำกับฯ เรื่องนี้ขึ้นชื่อเรื่องการทำหนังให้ระทึกแม้อยู่ในพื้นที่จำกัด จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังทั้งเรื่องจะถ่ายทำแต่ในโบกี้รถไฟ 

Related Post

ทำไมการจิบชายามบ่ายจึงเป็นมากกว่าเรื่องของผู้หญิง

Text: Patsaya Ch. / Photo: The Okura Prestige Bangkok

แม้การดื่มชาจะเป็นกิจกรรมที่นิยมทำกันในหมู่หญิงสาว แต่หากคุณอยากเอ็นจอยกับการจิบชายามบ่าย เคล้าอาหารว่างอย่างขนมหวานหรือแซนด์วิซชิ้นเล็กๆ ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายใดๆ เพราะปัจจุบันการจิบชายามบ่ายหรือ Afternoon Tea เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือนัดประชุมงาน เนื่องจากไม่จริงจังเท่าอาหารเย็นและไม่เน้นเอาสะดวกเหมือนเวลานัดกันตามร้านกาแฟ จะว่าไปมันก็ไม่ต่างกันการตีกอล์ฟที่บางครั้งเราก็ไม่ได้ออกรอบเพื่อสุขภาพอะไรหรอก เพียงแต่อยากปิดดีลกับลูกค้าที่ยืดเยื้อมานาน

ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะจิบชายามบ่ายไปเพื่ออะไร? แต่อยู่ที่คุณจะไปจิบชาที่ไหนต่างหาก

Afternoon Tea ที่ไม่ได้มีแค่สโคนกับแซนด์วิซไส้แตงกวา

อย่างที่บอกว่าประเพณีจิบชายามบ่ายกลายเป็นวาระระดับโลก ไม่ใช่แค่คนอังกฤษที่นิยมจิบชา หากแต่คนญี่ปุ่นก็ชื่นชอบกิจกรรมนี้เช่นกัน ล่าสุด โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ณ อัพ แอนด์ อะบัฟ บาร์ นำเสนอชุดน้ำชายามบ่าย ซึบากิ ที่หัวหน้าพ่อครัวขนมหวาน เชฟ เซบาสเตียน ฮูแกแวร์ฟ นำแรงบันดาลใจจากดอกซึบากิ (Tsubaki) หรือ ดอกคามิเลีย (Camellia) ที่บานเฉพาะช่วงหน้าหนาวของญี่ปุ่นมาออกแบบชุดน้ำชายามบ่าย อันประกอบไปด้วย เค้กกลิ่นชาดอกซึบากิ เค้กมองบลังก์กลิ่นดอกซึบากิสอดไส้เยลลี่รสแบล็คเคอร์แรนท์ มาการองพิมพ์ลายดอกซึบากิ ควบคู่กับขนมหวานอื่นๆ (แน่นอนว่าที่ขาดไม่ได้คือสโคน)

 

   

 

ส่วนอาหารคาวได้แก่ ขนมปังกรอบหน้าปลาแซลมอนรมควันโรยชีสริคอตต้าและอะโวคาโด้ ขนมปังบริยอชไส้เนื้อเป็ดตุ๋นและแครนเบอร์รี่ เป็นต้น อาหารว่างเหล่านี้สามารถเลือกเสิร์ฟกับชามาคิยาจ แฟรส์ (Mariage Frères) ชาฝรั่งเศสอย่างชาซาโร (saro) ชาดอกบัวเลิศรส หรือกาแฟหอมกรุ่น รวมถึงเครื่องดื่มที่ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นมาหน่อยอย่าง สปาร์คกลิ้งสาเก ไวน์โพรเซคโค หรือแชมเปญ

 

   

 

 

จะเห็นได้ว่าสมัยนี้อาหารว่างหรือเครื่องดื่มก็ไม่ได้ยึดติดตามประเพณีเก่าแก่ หากแต่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ได้มีถูกหรือผิด ไม่ต้องถึงขั้นปีนบันไดจิบ อาหารต่างๆ เสิร์ฟมาในชิ้นพอดี ‘มือหยิบ’ (ดังนั้นไม่ต้องเขินกับการใช้มือหยิบอาหาร) แต่ขออย่างเดียวอย่ากระดกนิ้วก้อยชี้ขึ้นขณะถือแก้วชาเป็นพอ เพราะนอกจากจะผิดแล้วยังดูไม่ใช่แบบสุดๆ

 

ปัจจุบัน แม้ชุดน้ำชายามบ่ายจะมีหลากสัญชาติ แต่ช่วงเวลาเสิร์ฟไม่หนีจากกันเท่าไร ที่นี่เริ่มเวลา 14.00-17.00 นาฬิกา แต่สำหรับชุดน้ำชายามบ่ายซึบากิมีเฉพาะวันที่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2561 ราคาชุดละ 1190++ บาท รวมเครื่องดื่มชาหรือกาแฟสำหรับสองท่าน แต่หากเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ราคาจะต่างออกไป สนใจสอบถามรายละเอียดและโทรจองได้ที่ 02-687-9000 หรือ upandabove@okurabagkok.com

 

 

Related Post