Fashion Manual: Then & Now

พูดแล้วพูดอีกเรื่องกระแสความแรงของแบรนด์สตรีตที่กำลัง Take over ความหรูหราของบรรดาแฟชั่นเฮาส์อันทรงเกียรติ นอกเหนือจากเทคนิกการมิกซ์แอนแมทช์ และความไม่ลงตัวของเสื้อผ้าแต่ละชิ้น แต่กลับเข้ากันได้แล้ว ยังมีเรื่องของโครงชุดใหม่ ๆ ที่รื้อสร้างโครงชุดแบบคลาสสิกซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของความหรูหรา

เดิมทีลอฟฟีเซียล ออมส์ ตั้งใจจะเขียนบทความนี้เพื่อชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของห้องเสื้อรุ่นเก๋า ที่เปลี่ยนมือนักออกแบบ จากห้องเสื้อตัดเย็บชุดกลางวันและชุดราตรีสำหรับเศรษฐีและเชื้อพระวงศ์ กลายเป็นแบรนด์สตรีตราคาสูงลิบ ครองใจคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อเรานั่งค้นคลังภาพเพื่อหาลุกจากยุคตั้งต้นของแต่ละแบรนด์ เรากลับพบว่า เสื้อผ้า “แปลก ๆ ” ที่เราเห็นเดินบนรันเวย์ และเรียกเสียงฮือฮาจากสื่อทั่วโลกในยุคนี้ แท้จริงแล้วเคยปรากฏมาก่อนด้วยฝีมือของห้องเสื้อรุ่นเก๋าทั้งนั้น

Balenciaga

ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 โดย Cristóbal Balenciaga ช่างเสื้อชาวสเปน ฝีมือของเขาได้รับการยกย่องว่า “เหนือกว่าช่างเสื้อคนอื่นในยุคนั้น” ความสำเร็จยุคแรกของ Balenciaga วัดได้โดยลูกค้าของเขาซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สเปน หนึ่งในงานออกแบบชิ้นแรก ๆ ที่ทำให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตก คือ Square Coat หรือโค้ทเหลี่ยมที่ถอดช่วงเอวของโค้ทแบบเข้ารูปทิ้งไป

และนี่คือ Square Coat คอลเลกชั่นปี ค.ศ. 2017โดยฝีมือของ Demna Gvasalia นักออกแบบคนปัจจุบัน

 

Givenchy

ก่อตั้งขึ้นในปี ค.. 1952 โดย Hubert de Givenchy เสื้อผ้าของเขาโด่งดังขึ้นเมื่อนักแสดงสาวระดับตำนาน Audrey Hepburn เลือกใส่เสื้อผ้าของเขา ในปี ค.ศ. 1957 Givenchy เปิดตัวชุดกระโปรงดีไซน์ใหม่โดยใช้ชื่อว่า Sack Dress ชุดแซกโด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นเบสิกไอเท็มของผู้หญิงทั่วโลก

และนี่คือ Men’s Skirt ออกแบบโดย Riccardo Tisci จาก Givenchy คอลเลกชั่นปี ค.ศ. 2013

 

Yves Saint Laurent

แม้ห้องเสื้อของเขาจะก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1960 แต่ฝีมือของนักออกแบบผู้นี้ประจักษ์แจ้งในวงการแฟชั่นมาตั้งแต่ตอนเขาอายุเพียง 21 ปี เมื่อ Christian Dior เลือกให้เขาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนักออกแบบของแบรนด์ เมื่อ Yves Saint Laurent เลือกออกมาทำแบรนด์ของตัวเองก็ยิ่งประสบความสำเร็จขึ้นไปอีก ปี ค.ศ. 1966 Yves Saint Laurent ออกแบบ Le Smoking สูทผู้หญิงชุดแรกของโลก

และนี่คือ Le Smoking โดยฝีมือของ Hedi Slimane ในปี ค.ศ. 2016

Related Post

9 Legendary Converse Collaborations

Converse รองเท้าผ้าใบที่ครองใจวัยรุ่นทั่วโลกมายาวนาน ความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่เป็นผลของรูปลักษณ์อันเป็นอมตะและคุณภาพไม่เป็นรองใคร ทำให้แบรนด์แฟชั่นและศิลปินน้อยใหญ่ต่างวิ่งเข้าหาเจ้ารองเท้าผ้าใบสีขาวคู่นี้เพื่อร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชั่นพิเศษต่าง ๆ มากมาย ล่าสุดเห็นจะเป็นรองเท้าสีสันสดใสที่ร่วมทำกับ JW Anderson

เพื่อเอาใจคนรัก Converse ลอฟฟีเซียล ออมส์ ขอรวบรวม 9 งาน Collaboration สุดเจ๋งจาก Converse มาไว้ที่นี่แห่งเดียว !

Converse x  Colette

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมัลติแบรนด์สโตร์ยักษ์ใหญ่ร่วมมือกับรองเท้าในตำนาน ปัจจุบันแม้ colette จะปิดตัวลงแล้วแต่สินค้าพิเศษของร้านยังคงเป็นที่เสาะหาของคนรักแฟชั่น

 

Converse x Missoni

ลวดลายซิกแซกอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จากอิตาลี ทำให้รองเท้าธรรมดาดูมีดีไซน์ขึ้นมาทันตาเห็น

 

Converse x Comme des Garçons 

สุดยอดความร่วมมือที่ครองใจวัยรุ่นไทย มีช่วงหนึ่งถึงกับเป็นเบสิกไอเท็ม ทุกวันนี้อาจจะยังอยู่ในตู้รองเท้าของคุณ ใช่ไหมล่ะ ?

 

Converse x Nintendo 

ร่วมมือกันในวาระครบรอบ 25 ปีของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ Nintendo เลือกใช้ตัวการ์ตูนอมตะอย่างจาก Mario

 

Converse x Maison Margiela

ต้องยกนิ้วให้ในความสร้างสรรค์ ภายนอกอาจดูเป็นรองเท้าสีขาวเรียบ ๆ แต่เมื่อใส่ไปสักพักสีขาวจะร่อนออกจนเผยให้เห็นสีด้านใน

 

Converse x Andy Warhol 

คุณอาจเคยเห็นภาพกระป๋องซุปสีสดจากฝีมือ Andy ในตอนนี้มันได้มาปรากฏอยู่บนรองเท้าเรียบร้อยแล้ว

 

Converse x UNDERCOVER 

แบรนด์ใหญ่จากญี่ปุ่น จับ Converse มาแปลงโฉม เปลี่ยนพื้นยาง เพิ่มสีสัน สำหรับเดินรันเวย์ที่ปารีส

 

Converse x JW Anderson 

พากันตื่นเต้นไปทั้งวงการเมื่อแบรนด์ชื่อดังนำ Converse มาเปลี่ยนสีเป็นทู-โทน ตกแต่งกากเพชรจนเปรี้ยวพอขึ้นรันเวย์

 

Converse x Off-White 

แบรนด์สตรีตที่ทำเอาคนตกตะลึงกันทั้งวงการ รอบนี้ปรับโฉมรองเท้าคลาสสิกจนจำไม่ได้ คาดว่าน่าจะหมดภายใน 0.7 วินาที

Related Post

ของเล่น (?) 7 ชิ้นในตำนานจาก Supreme

ในปัจจุบันจะมีแบรนด์สตรีทเกิดใหม่มากมายและครองตลาดแฟชั่น จนแม้แต่แบรนด์ใหญ่ระดับโลกยังต้องหันมาปรับกลยุทธ์และทิศทางการออกแบบ แต่มีเพียงหนึ่งแบรนด์สตรีทที่อยู่ยงยาวนาน ใครก็โค่นไม่ลง แถมออกคอลเลกชั่นอะไรมาก็ขายหมดจนได้ชื่อว่าเป็น ‘แบรนด์สตรีทที่มีราคารีเซลสูงที่สุดในโลก!’

ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง Supreme

เมื่อสัปดาห์ก่อน Supreme เพิ่งออกคอลเลกชั่นฤดูร้อนประจำปี 2018 ออกมาอย่างเต็มรูปแบบ แม้จะอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าชิ้นเท่แหวกแนว แต่ที่สาวกพูดถึงมากที่สุดเห็นจะเป็นประดา Accessories ของเล่น เครื่องประดับ อาทิ  ตู้เกมส์ เรือยาง หรือแม้แต่ขวานที่มาในสีแดงสดพร้อมประทับโลโก้ Supreme ต้องบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Supreme ทำอะไรแบบนี้ เราไปย้อนดูกันดีกว่าว่า Supreme เคยทำอะไรบ้า ๆ มาแล้วบ้าง

 

คุกกี้เสี่ยงทายตรา Supreme

ราคาใน ebay อยู่ที่ชิ้นละ 540 บาท ราคาทั่วไปอยู่ที่ ชิ้นละ 4-6 บาท

 

ค้อนตรา Supreme

ราคาใน ebay อยู่ที่ 4, 626 บาท ส่วนค้อนด้ามไม้ธรรมดาขายใน Lazada ราคา 90 บาท

 

ชะแลงตรา Supreme

ราคาใน ebay อยู่ที่ 10, 909 บาท ชะแลงปลายงอขนาด 14 นิ้ว ใน Lazada ราคา 335 บาท

 

ถุงกระดาษตรา Supreme

ราคาใน ebay 5 ใบอยู่ที่ 2, 188 บาท ถุงกระดาษในสำเพ็งราคาเฉลี่ยใบละ 7-10 บาท

 

กล่องซ่อนเงินทรงไบเบิลตรา Supreme

ราคาใน ebay เฉลี่ยอยู่ที่ 8, 500 บาท กล่องหนังสือปลอมในร้านค้าทั่วไป ราคา 390 บาท

 

ตะเกียบตรา Supreme

ราคาใน ebay อยู่ที่คู่ละ 5,279 บาท ตะเกียบเคลือบสีในร้านค้าทั่วไป ราคาคู่ละ 20 บาท

 

ก้อนอิฐตรา Supreme

ราคาใน ebay อยู่ที่ก้อนละ 7, 000-9, 000 บาท อิฐมอญราคากลางประเทศไทย ตกก้อนละ 1 บาท

 

เราเทียบราคาให้ดูกันเล่น ๆ แม้มีคนบอกว่า “มูลค่าสิ่งของไม่ได้ขึ้นอยู่ราคา” แต่คุณละว่าอย่างไร ?

Related Post

Down Jackets For Your Next Snow Trip

ช่วงนี้อุณหภูมิของเมืองหนาวกำลังติดลบ ประจวบเหมาะกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่ประเทศเกาหลี ยิ่งกระตุ้นให้คุณต้องรื้อเสื้อหนาวดาวน์แจ็กเก็ตตัวโปรด จองตั๋วเครื่องบินไปเล่นสกีให้ชุ่มปอดก่อนที่หิมะจะละลายเพื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

แน่นอนว่า แบรนด์ดาวน์แจ็กเก็ตยอดนิยมตอนนี้ต้องเป็น Moncler เจ้าไก่สามสี แบรนด์ดังจากฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญเสื้อขนเป็ด เหมาะสำหรับท้าลมหนาวแบบอุณหภูมิติดลบ ความนิยมของมองแคลร์ทำให้มีช่วงหนึ่ง แบรนด์ได้ขยายไลน์ และยืมมือดีไซเนอร์ชื่อดังมาร่วมสร้างผลงานมากมาย แต่เราเบื่อ Moncler แล้วล่ะ ! แม้คุณภาพจะเป็นเลิศและงานออกแบบที่สวยสมราคา แต่ถ้าใส่ซ้ำกันทั้งเมืองคงไม่สนุก

ลอฟฟีเซียล ออมส์ พร้อมแล้วที่จะพาคุณไปรู้จักดาวน์แจ็กเก็ตอีก 4 แบรนด์ ที่รับรองว่าสวย คุณภาพดี และไม่ซ้ำใครแน่นอน

 

Moose Knuckles

ก่อตั้งขึ้นในประเทศแคนาดา เมื่อปี ค.ศ. 2009 เสื้อผ้าทุกชิ้นของแบรนด์นี้ผลิตขึ้นในประเทศแคนาดา เสื้อหนาว 2 สไตล์ที่โด่งดัง ได้แก่ Stirling Parka และ Ballistic Bomber


Canada goose

แบรนด์นี้ถ้าบอกว่า ใส่แล้วไม่ซ้ำใครก็อาจจะเกินจริงไปหน่อย เพราะหลังจากที่คนเริ่มอิ่มตัวกับ Moncler ก็หันไปหา Canada Goose เพราะคุณภาพและดีไซน์ แถมราคายังย่อมเยาว์กว่า เป็นอีกหนึ่งแบรนด์จากประเทศแคนาดา ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1950 โด่งดังด้วยการผลิตแจ็กเก็ต Expedition Parka สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ประจำการอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ

Salomon 

แบรนด์เครื่องหนาวรุ่นเก๋าจากเมืองเล็ก ๆ ในฝรั่งเศส ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1947 เป็นที่นิยมในหมู่นักเล่นสกีจนได้กลายเป็นผู้ผลิตชุดให้นักกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1966 ปัจจุบันนอกจากเสื้อผ้ากีฬาฤดูหนาวแล้ว ยังมีไลน์ไลฟ์สไตล์และรองเท้ากีฬาอีกด้วย

 

Marmot

เชี่ยวชาญด้านการผลิตเสื้อผ้าสำหรับปีนเขา ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1974 ความพิเศษของแบรนด์นี้คือการใช้นวัตกรรมใหม่มาสร้างสรรค์คอลเลกชั่นต่าง ๆ ที่โด่งดังที่สุดคงจะเป็นเสื้อผ้าที่ตัดเย็บโดยผ้า Gore-Tex ผ้าสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติบางเบา กันน้ำ และกันลมได้ดี

Related Post

จัสติน ทิมเบอร์เลค ซูเปอร์โบวล์ปีล่าสุด และ Air Jordan III JTH

Text: Patsaya Ch.

เป็นธรรมเนียมของการแสดงในช่วงพักครึ่งของศึกซูเปอร์โบวล์ ที่คนจับตามองว่าจะมีอะไรเปรี้ยงปร้างสร้างกระแสเหมือนปีที่ผ่านมาๆ มาไหม แต่สำหรับสายแฟชั่นหรือสายสตรีท ศึกซูเปอร์โบวล์ครั้งนี้คงไม่มีอะไรเตะตาพวกเขาได้เท่ารองเท้า Air Jordan III JTH (Justin Timberlake / Hatfield) ที่ จัสติน ทิมเบอร์เลค (Justin Timberlake) สวมใส่ขณะขึ้นแสดงคอนเสิร์ตในโชว์ที่ผ่านมา

MINNEAPOLIS, MN – FEBRUARY 04: Recording artist Justin Timberlake performs onstage during the Pepsi Super Bowl LII Halftime Show at U.S. Bank Stadium on February 4, 2018 in Minneapolis, Minnesota. (Photo by Christopher Polk/Getty Images)

ปักชื่อย่องาน SBL II

จากตำนาน ตระกูลจอร์แดนเป็นรองเท้าบาสเก็ตบอลที่ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1984 เพื่อสดุดีให้กับนักบาสฯ แห่งยุคอย่าง ไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan) แน่นอนว่ามันประสบความสำเร็จอย่างล้มหลาม จนกลายเป็นรองเท้าที่หนุ่มวัยทีนทั่วโลกต่างอยากได้มาเป็นเจ้าของ (ถ้าไม่เชื่อลองกูเกิ้ลหารายชื่อแฟนพันธ์แท้คนดังของรองเท้ารุ่นนี้) จัสตินเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน “ไมค์เป็นหนึ่งในนักกีฬาไม่กี่คน และไนกี้เองก็เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่สามารถอยู่คู่ยุคสมัย …ผมมักกลับมาใส่ จอร์แดน 3 เสมอ ส่วนใหญ่เป็นเพราะคุณสามารถใส่มันได้กับทุกชุด เมื่อมีโอกาสได้มาเจอ Tinker เขาเป็นอัจฉริยะโดยแท้ ผมเลยรู้ว่าจอร์แดน 3 เป็นการออกแบบชิ้นแรกของเขาที่ทำกับไนกี้ เขาลบ swoosh ออกจากดีไซน์ดั้งเดิมเพราะรู้สึกว่าไมเคิลเป็นตัวแทนแบรนด์ได้ดีอยู่แล้ว และนั่นยิ่งทำให้รองเท้าคู่นี้มีความเป็นไอคอนมากขึ้น”

บุรุษในตำนาน ไมเคิล จอร์แดน และจอร์แดน 3

แน่นอนว่าจัสตินเองร่วมออกแบบรองเท้ารุ่นนี้ด้วย โดยไนกี้กล่าวว่า  “คู่สีของรองเท้ารุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Man of The Woods งานเพลงชุดล่าสุดของทิมเบอร์เลค” ความพิเศษของจอร์แดนซีเมนต์คู่นี้คือ ด้านบนของรองเท้าตัดเย็บจากหนังสีขาวล้วน ตัดกับสีเทาซีเมนต์บริเวณด้านหน้าและส้นเท้า Tiker นำ Swooh กลับมาและสะท้อนแสงได้ด้วย บริเวณลิ้นรองเท้าทั้งสองข้างได้ปักลายเซ็นของจัสตินเอาไว้ แม้จัสตินใส่คู่นี้ขึ้นโชว์เพียง 20 นาที แต่เขาช่วยไนกี้ประหยัดเงินไปได้มากกว่า 3 ล้านยูเอสหรือ 99 ล้านบาท แทนที่จะจ่ายให้ค่าโฆษณา

 

 

ใช่ว่าไนกี้จะได้ไปเต็มๆ ฝ่ายเดียว เพราะเอาเข้าจริงกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จักอดีตสมาชิกวงบอยแบรนด์คนนี้สักเท่าไร (ถึงขั้นมีคนทวิตว่าจัสตินวัย 37 หัวล้านและไว้เครา ดูเหมือนเพื่อนพ่อไม่มีผิด แต่ชุดและรองเท้าที่เขาใส่ขึ้นโชว์ทำให้สาวน้อยคนนี้ถึงกับมึนงงกับโลกยุคปัจจุบัน) แต่การปรากฏตัวของเขาในชุดสูทลายทหารของสเตลล่า แม็คคานีย์ และผ้าใบจอร์แดนรุ่นซูเปอร์ rare ก็เป็นเหมือนใบเบิกทางให้แฟนเพลงรุ่นใหม่รู้จักนักร้องเพลงป๊อบ (และมีจอร์แดนปักชื่อตัวเอง) มากขึ้น รองเท้ารุ่นนี้สนนราคาที่ 200 เหรียญซึ่งแน่นอนว่า sold out อย่างเร็ว หากว่าคุณอยากได้จริงๆ คุณอาจต้องควักมากกว่านั้น 5-10 เท่า แต่ JT ก็ไม่เคยทอดทิ้งแฟนเพลง เมื่อเขาดีลกับไนกี้ว่าจะเปิดขายรองเท้ารุ่นนี้อีกครั้ง แต่มีกฏกติกาว่าคุณต้องเข้าไปสมัครเป็นสมาชิก shop.justintimberlake.com เพื่อรอดูว่ารองเท้าจะวางขายอีกทีเมื่อไร

ภาพจาก Nike

Related Post

Dior Homme กับคอลเล็กชั่นรองเท้าผ้าใบที่ไม่ได้มาเล่นๆ

Text: Patsaya Ch.

 

 

ไม่ว่าอะไรจะอิน อะไรจะเอาท์ อย่างไรเสียรองเท้าผ้าใบก็ไม่มีวันห่างหายไปจากตู้เก็บรองเท้าของชายหนุ่ม แม้ไม่ได้มีใครบัญญัติไว้ชัดเจนรองเท้าประเภทไหนที่หนุ่มๆ ควรลงทุนมากที่สุด จะเป็นรองเท้าหนังสำหรับทักซิโด้ตัวโก้ รองเท้าสุภาพสำหรับใส่ทำงาน หรือรองเท้าแตะสไตล์ลำลอง แต่เอาเข้าจริงรองเท้าผ้าใบนี่แหละคือสิ่งที่ผู้ชายหยิบมาใส่บ่อยที่สุด ปัจจุบันรองเท้าผ้าใบได้รับการพัฒนาขึ้นมากอย่างการเปลี่ยนจากการใช้วัสดุทั่วไปอย่างแคนวาสหรือหนังเทียมติดกาวมาเป็นรองเท้าหนังลูกวัวที่อาศัยช่างฝีมือเย็บทีละคู่ งานจึงเนี้ยบและพรีเมียมมากขึ้น สนนราคาเริ่มตั้งแต่พันปลายๆ ไปจนถึงหลายหมื่น แน่นอนว่าด้วยราคาระดับนี้จึงไม่ใช่แค่แบรนด์กีฬาหรือแบรนด์สตรีทเท่านั้นที่ชิงชัยในสนามรองเท้า เมื่อดีไซเนอร์และห้องเสื้อต่างๆ ก็พร้อมจะแชร์ส่วนแบ่งในตลาดนี้ด้วย

Dior Homme เองก็โดดมาเล่นในสนามรองเท้าผ้าใบ เมื่อคอลเล็กชั่นเครื่องหนังสำคัญพอๆ กับเสื้อผ้า เราจึงไม่แปลกใจที่คอลเล็กชั่น Spring / Summer 2018 จะมาพร้อมรองเท้าทรงโอเวอร์ไซส์ที่ฮิตต่อเนื่องจากซีซั่นที่แล้วในโทนสีขาว ดำ และสีสะท้อนแสง ให้อารมณ์ย้อนยุคแต่อินสุดๆ ถัดมาผ้าใบหุ้มข้อซึ่งใช้วัสดุเป็นผ้านิต (knit) ขึ้นรูปเป็นทรงคล้ายถุงเท้าโอบล้อมข้อเท้าของคุณ มาพร้อมความสูงระดับเหนือข้อเท้าและพอดีตาตุ่ม น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย หรือจะเป็นรองเท้าหนังเรียบง่ายแต่มากด้วยคุณภาพของวัสดุอย่างหนังที่นำมาใช้ และการตัดเย็บที่ประณีต แน่นหนา ทนทาน บวกกับทรงรองเท้าที่เพรียวสวยกำลังดี เหมาะทั้งใส่กับยีนส์และเสื้อยืดในวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือจะใส่ไปทำงานพร้อมเชิ้ตเนี้ยบกริบกับกางเกงทรงกระบอก แม้แต่จับคู่กับสูทที่เนี้ยบๆ สุดก็ยังเอาอยู่ เพราะความน้อยแต่หรูของมันที่ไม่เตะตาคน รับรองว่าจะเป็นคู่ที่คุณหยิบมาใส่บ่อยครั้งแน่นอน


 

Related Post

COS Has Arrived! (finally)

Related Post Solar Fair Carrera Interchangeable Fashion Manual: Then & Now 9 Legendary Converse Collaborations ของเล่น (?) 7 ชิ้นในตำนานจาก Supreme… จัสติน ทิมเบอร์เลค ซูเปอร์โบวล์ปีล่าสุด และ Air Jo… Volvo Ocean Race ความท้าทายของการแข่งขันเรือใบรอบโ… Fashion Manual: ไฮไลต์จากปารีสในวันที่สองของแฟชั่น… Fashion Manual: Milan Fashion Week 2018, Day 1

Related Post

ย้อนรำลึก 5 ผลงานสุดเจ๋งของ Alexander McQueen

Text: P. Watjanasoonthorn

ถ้าจะพูดถึงดีไซเนอร์ที่เป็นตำนานแห่งวงการแฟชั่นสักคน ชื่อ Lee Alexander McQueen ดีไซเนอร์แห่งห้องเสื้อสุดเก๋ Alexander McQueen คงจะติดโผมาแบบไม่ต้องสงสัย เขาคือหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ใครต่อใครต่างขนานนามว่าเป็นบุคคลที่ขยายขอบเขตแห่งนิยามคำว่า ‘แฟชั่น’ ได้อย่างสุดโต่ง คือผู้พลิกวงการ สร้างแรงกระเพื่อม พร้อมชวนให้ตั้งคำถามถึงบทบาท ภาระหน้าที่ และอำนาจของแฟชั่นที่มีต่อโลกใบนี้ และถึงแม้ในวันนี้แม็คควีนจะจากเราไปถึงเจ็ดปีแล้ว แต่ผลงานที่เขาทิ้งไว้ก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนแฟชั่น และเพื่อเป็นการรำลึกถึงแม็คควีน L’Officiel Hommes Thailand จึงได้รวบรวมผลงานเก๋ๆ ของเขามาให้ได้ชมกัน

  1. กางเกง Bumster

กางเกงดีไซน์สุดเท่ในโชว์ ‘Highland Rape Autumm/Winter 1995’ เป็นกางเกงที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการแฟชั่นและเรียกเสียงวิจารณ์ได้อย่างมาก และในขณะที่มีข่าวลือมากมายถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังการดีไซน์ของเขา แม็คควีนก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มันไม่ใช่แค่การโชว์แก้มก้น แต่เขาต้องการสื่อถึงสรีระของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนบั้นท้ายที่มีเสน่ห์มากที่สุดของมนุษย์ทุกคน

  1. หญิงสาวในเปลวไฟ

หากย้อนกลับไปในยุคประวัติศาตร์ การบูชายัญคงไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะกับณาน ดาร์กหรือ Joan of Arc ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของโชว์นี้โดยเฉพาะกับฉากจบที่ตราตรึงและแฝงไปด้วยความน่าขนลุกในโชว์ ‘Joan Fall/Winter 1998’ ที่นางแบบฟินาเล่ปรากฏตัวพร้อมกับชุดสีแดงสดและพู่ระบายที่ให้ความรู้สึกราวกับเลือดที่กำลังหลั่งไหลออกมาจากร่าง แต่เธอกลับนิ่งสงบและร่ายรำไปกับเปลวไฟประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมัน


  1. โฮโลแกรมของเคท มอสส์

เป็นอีกผลงานที่แม็คควีนได้เปิดประสบการณ์ในการชมโชว์รูปแบบใหม่ในโชว์ ‘Windows of Culloden Fall/Winter 2006’ เขาได้ฉายภาพ Kate Moss ในแบบโฮโลแกรมบนเวที ซึ่งถือเป็นความน่าตื่นตาอย่างมากในยุคนั้น นอกจากโชว์นี้จะเรียกเสียงฮือฮาให้กับแบรนด์ของเขาแล้ว ก็ยังเป็นโชว์สำคัญที่ช่วยกอบกู้ชื่อเสียงของ Kate Moss ในกลับมาในวงการแฟชั่นอีกครั้งหลังจากโดนแบนเรื่องยาเสพติดไป

4. ยิ่งล้นยิ่งมีเสน่ห์ 

หากมีใครสักคนเคยบอกว่า “คิ้วคือมงกุฎของใบหน้า” แม็คควีนคงจะเป็นขนถท้าทายนิยามนั้นเป็นคนแรกๆ เพราะในโชว์ ‘Horn of Plenty Autumn / Winter 2009’ เขาได้สั่งฉีกกฏเกณฑ์ทุกนิยามในวงการเมคอัพ โดยสั่งลบคิ้วของนางแบบออกให้โล้นเลี่ยน พร้อมทาปากสีดำหรือแดงเกินออกมานอกขอบปาก

 

  1. โชว์สุดท้ายของแม็คควีน

ใครจะไปคิดว่า ‘Plato’s Atlantis Spring 2010’ จะเป็นโชว์สุดท้ายที่เราจะได้เห็นแม็คควีนบนรันเวย์ ในโชว์มีกล้องหุ่นยนต์สองตัวมาถ่ายไลฟ์สตีมบนเวที พร้อมนางแบบสวมเสื้อผ้าสีสดลายแปลกตาที่แม็คควีนได้แรงบันดาลมาจากลวดลายของสัตว์และปะการังตอนเขาไปดำน้ำที่หมู่เกาะมัลดีฟ และจบโชว์ด้วยการเดบิวต์เพลง‘Bad Romance’ ของ Lady Gaga เป็นครั้งแรกบนโลก

แน่นอนว่าในช่วงแรกของการสูญเสีย วงการแฟชั่นอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงทิศทางและความเป็นไปของแบรนด์ที่เคยมีเขาเป็นหัวเรือใหญ่ แต่กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าแม้ตัวเขาจะจากไป แต่แรงบันดาลใจและเรื่องราวที่เขาเคยถ่ายทอดไว้ถูกนำมาสานต่อเพื่อรับใช้วงการแฟชั่นได้อย่างสวยงามจวบจนทุกวันนี้

Related Post

เมื่อกระเป๋าเดินทางกลายมาเป็นสินค้าแฟชั่น

Text: Patsaya Ch.

ตั้งแต่แฟชั่นเฮ้าส์อย่าง LVMH ซื้อหุ้น ริโมวา (Rimowa) แบรนด์กระเป๋าเดินทางสัญชาติเยอรมันในปี 2016 นับตั้งแต่นั้นมาแบรนด์กระเป๋าเดินทางสุดหรูก็เคลื่อนเข้ามาอยู่ในวงโคจรของโลกแฟชั่นอย่างเต็มตัว

อันที่จริงริโมวาสร้างชื่ออยู่แล้ว จากการเป็นกระเป๋าเดินทางที่ถูกใจเหล่าเจ็ตเซ็ตเตอร์กระเป๋าหนัก เซเลปคนดัง หรือผู้ที่เดินทางเป็นประจำ ด้วยงานดีไซน์ที่เรียบ หรู ดูแพง รองรับฟังก์ชั่นการใช้งานของนักเดินทาง แต่หลังจากที่ตกอยู่ใต้ชายคาของบ้านใหม่ ภาพกระเป๋าเดินทางที่กลายเป็นสินค้าแฟชั่นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น (ก็อะไรเล่าจะคอมพลีตแอร์พอร์ตลุคได้ดีเท่ากระเป๋าเดินทาง) อาทิ งานคอลเลปในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เมื่อ Alexander Arnaul ซีอีโอของ Rimowa เผยภาพกระเป๋าเดินทางรุ่น Topas Stealth Mutiwheel Suitcase สีดำขลับ ที่ทำร่วมกับแบรนด์ OFF-WHITE พิเศษด้วยคำว่า “PERSONAL” และ “BELONGING” ด้านหน้าของกระเป๋า

ส่วนมากงานคอลแลปมักเป็นกระเป๋าไซส์ที่สามารถหิ้วขึ้นได้

 

หรือที่แบรนด์สายสตรีท Fragment Design โดย ฮิโรชิ ฟูจิวารา (Hiroshi Fujiwara) เล่นสนุกกับกระเป๋าเดินทางสีเข้มของริโมวา แทนที่กระเป๋าสีเงินอลูมิเนียมที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีภาพออกมาชัดเจนว่าหน้าตากระเป๋าจะเป็นอย่างไร เพราะเห็นแค่โลโก้สายฟ้าของ Fragment Design อยู่ด้านข้างกระเป๋า (ซึ่งอาจจะมีแค่นี้จริงๆ)

 

ส่วน Anti Social Social Club จับมือ Rimowa ผลิตกระเป๋าเดินทางสีดำแปะโลโก้แบรนด์สีชมพูสดทั้งด้านหน้าและด้านหลังของกระเป๋า บอกตามตรงว่ามันก็เป็นงานที่เล่นง่ายไปหน่อย แต่สำหรับสาวกแบรนด์น่าจะชื่นชอบ เพราะมันก็ทำให้คุณดูเด่นจริงๆ พับผ่าสิ

sold out ไปเป็นที่เรียบร้อย

และเมื่อแบรนด์แฟชั่นจากอิตาลีมาเจอแบรนด์กระเป๋าเดินทาง ผลลัพท์ที่ได้คือกระเป๋าเดินทางที่มีน้ำหนักเบาและสไตลิชสุดๆ ตัววัสดุทำจากอลูมิเนียมที่มีโลโก้ Double F พร้อยทั้งใบ หูจับทำจากหนังพรีเมียม มาพร้อมสายรัดกระเป๋าสีเหลือง-น้ำเงิน และสลักคำโตๆ ว่า FENDI ด้านบนของกระเป๋า ล่าสุดเหล่านายแบบลากกระเป๋ารุ่นนี้ขึ้นโชว์บนรันเวย์แฟชั่นวีคที่เพิ่งผ่านมา เท่านี้คุณก็น่าจะนึกภาพออกว่า ถ้าต้องลากกระเป๋าใบนี้ขึ้นเครื่อง ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องขนาดไหนถึงจะเรียกได้ว่าสูสีกับกระเป๋า

Related Post

Fashion Manual: เทรนช์โค้ท ผมเปีย และยุค 90’s ทั้งหมดนี้รอคุณอยู่ที่ Paris Fashion Show

ความท้าทายของเหล่านักออกแบบที่ผลิตเสื้อผ้าออกมาเกือบร้อยชิ้นต่อปีคือ ความจำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาสิ่งใหม่หรือดัดแปลงสิ่งเก่าให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐกิจขาลงย่อมชะลอการจับจ่ายใช้สอยของคนรักแฟชั่น งานหนักจึงตกไปอยู่กับนักออกแบบมือฉมังที่นอกจากจะทำงานตามความชื่นชอบแล้ว ยังต้องหาชิ้นเด็ดชิ้นโดนใจมาเรียกลูกค้า เพื่อไม่ปล่อยให้แบรนด์ของตนกลืนหายไปกับกาลเวลา

Maison Margiela

ความกล้าในฐานะนักออกแบบที่เรียกเสียงฮือฮาให้แก่สื่อและคนรักแฟชั่น คงจะต้องยกอันดับหนึ่งให้ John Galliano การที่เขาย้ายมาอยู่ใต้แบรนด์ Maison Margiela เรียกว่า มวยถูกคู่

ความประหลาดพิลึกพิลันของแบรนด์ และที่มีอยู่แล้วในความเป็น Galliano ทำให้คอลเล็กชั่นผู้ชายลำดับแรกของ Galliano ที่ทำให้ Maison Margiela เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น ลุกที่โดดเด่นคงจะเป็นเทรนช์โค้ทหลากรูปแบบ ที่ถูกรื้อสร้างทั้งแพทเทิร์นและเนื้อผ้า ตัดต่อด้วยสีต่างกัน บางตัวถักไหมพรม สวมคลุมร่างกายเป็นเสื้อผ้าชิ้นเดียวคล้ายชุดคลุมอาบน้ำ


Thom Browne

หลังจากเรียกเสียงฮือฮาด้วยการจับนายแบบใส่กระโปรงและส้นสูงออกมาเดินบนรันเวย์ คอลเล็กชั่นนี้นักออกแบบชาวอเมริกา เนรมิตโชว์ของเขาให้กลายเป็นแคมป์ไฟฤดูหนาว เต็มไปด้วยหิมะ บรรดานายแบบผมเปีย และเสื้อผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากเสื้อผ้ากีฬา

เป็นที่รู้กันดีว่า Thom Browne จะนำเสนอสูทสีเทาตัวเก่งของเขาในรูปลักษณ์ใหม่ ๆ ทุกคอลเลกชั่น ปีนี้มาเหนือกว่าปีก่อนๆ หลังจากนายแบบเดินเสร็จ ทุกคนก็ล้มตัวลงนอนในถุงนอนสีเทาที่วางเรียงอยู่กลางรันเวย์ นักออกแบบกล่าวว่า “ถุงนอนสีเทาคือสูทสีเทาของคอลเล็กชั่นนี้”

 

Dior Homme

ปีนี้เราเห็นเด็กพังก์เต็มปารีสไปหมด แม้แต่แบรนด์เก่าแก่อย่าง Dior Homme ก็ยังหนีไม่พ้นกระแสนี้ แต่แน่นอนว่า พังก์แบบ Dior Homme ย่อมไม่เหมือนกันพังก์ทั่วไป Kris Van Assche กลับไปรื้อ Archive ของแบรนด์เพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจ

สิ่งที่เขาได้กลับมาคือการตัดเย็บเสื้อผ้าของ Dior ในยุค 40’s และปรับแบบให้กลายเป็นสูทตัวเก่งของผู้ชายในยุคปัจจุบัน ส่วนความพังก์ที่กล่าวไว้ตอนแรก หากจะชี้ให้ชัดคือการแต่งตัวสมัยที่คุณเพิ่งเริ่มเที่ยวผับ ย้อนกลับไปสัก 30 ปีก่อน ทั้งการเลเยอร์เสื้อผ้าและทรงผม ทุกอย่างกลับมาให้คุณหวนระลึกบนรันเวย์กลางกรุงปารีส

Related Post