จริงหรือไม่ที่การมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ?

หากใครได้ไปเที่ยว กัวลาลัมเปอร์ ช่วงนี้ควรแวะไปชมนิทรรศการศิลปะของศิลปินชาวไทยผู้มีชื่อเสียงอย่าง นที อุตฤทธิ์  จัดแสดงที่ แกลเลอรี B2 หอศิลป์แห่งชาติ ประเทศมาเลเซีย

Wag The Dog   2013, Oil on linen, 80 x 200 cm Collection of Edward Soo

 

นิทรรศการการมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน (Optimism is Ridiculous)  โดย นที อุตฤทธิ์  ภายใต้ธีมการมองโลกในแง่ดีคือเรื่องน่าขัน ได้แก่ Paintings on Figure of Speech, Paradoxes and Inward Journey ชุดภาพประกอบด้วยองค์ความคิด 3 แนวทางด้วยกันคือ ภาพวาดของคน สัตว์ และสิ่งของ  ซึ่งมาด้วยกันในรูปแบบของประโยคหรือวลีที่เชื่อมโยงกับการสังเกต  นิทรรศการศิลปะภาพในครั้งนี้ศิลปินจะนำเสนอภาพวาดของสัตว์ ที่เน้นให้เห็นบริบททางสังคม และความรู้ความเข้าใจของโลกภายนอกโดยความแตกต่าง Asian-ness กับ แรงบันดาลใจยุคหลังอาณานิคม   

Everything is Politics  2012, Oil on linen, 150 x 200 cm

I Am Gorgeous   2013, Oil on linen, 140 x 160 cm

 

การเดินทางอันต่อเนื่องยาวนานของนิทรรศกาลศิลปะโดย นที อุตฤทธิ์ จัดแสดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ในหัวข้อต่างๆ อย่าง The Amusement of Dreams, Hope and Perfection ณ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (พ.ศ 2550) After Painting พิพิธภัณฑ์ศิลปะสิงคโปร์  ประเทศสิงคโปร์ (พ.ศ 2553) Illustration of the Crisis ณ หอศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (พ.ศ 2556) Optimism Is Ridiculous: The Altarpieces จัดขึ้นที่ อายาล่า มิวเซียม กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (พ.ศ. 2560)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการศิลปะของ นที อุตฤทธิ์  ได้ที่ www.artgallery.gov.my

Innocence is Overrated  2012, Oil on linen, 170 x 120 cm

Luxury Purity  2013, Oil on linen, 150 x 100 cm

Even If Snake Is Not Poisonous, It Should Pretend To Be Venomous

2013, Oil on linen, diameter 50 cm

 

Related Post

เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18

ตั้งแต่ต้นปี 2018 ความร้อนแรงของ Gucci ไม่ได้หมดแค่เสื้อผ้าและกำไรที่พุ่งทะยาน แต่แคมเปญใหม่ของห้องเสื้อนี้ยังสวยสะกดสายตาผู้คน เพราะเป็นการร่วมงานกับศิลปินและนักวาดภาพประกอบชาวสเปนอย่าง อิกนาซี มอนเรียล (Ignasi Monreal) ในการสร้างสรรค์แคมเปญโปรโมตคอลเล็กชั่น Spring / Summer 2018 ของ Gucci โดยที่ไอเดียของมอนเรียลคือการตีความ ‘Utopian Fantasy’ ที่นำเสนอความพิลึกพิลั่นน่าพิศวงของดินแดนเหนือจริง โดยมีองค์ประกอบสำคัญได้แก่โลก ท้องทะเล และท้องฟ้า แต่งแต้มด้วยรายละเอียดที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น ซึ่งเข้ากันได้กับเทสต์และสไตล์การออกแบบเสื้อผ้าของอเลสซานโดร มิเชล (Alessandro Michele) ดีไซเนอร์จาก Gucci ที่ชิ้นงานของเขาได้ฉีกขนบเดิมๆ ของแฟชั่นชั้นสูง การจับคู่ครั้งนี้จึงเข้ากันได้ดีเป็นปีเป็นขลุ่ย เลยไม่น่าแปลกใจที่เวลาเห็นแคมเปญตัวนี้เราได้แค่หยุดตามองด้วยความฉงน ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและบอกตัวเองเบาๆ ว่า “เออ สวย”

เมื่อเหล่าตัวละครในนิทานปรัมปราได้หลอมรวมเข้ากับชายหนุ่มผู้แต่งกายราวกับหลุดมาจากรันเวย์และมีมือที่สาม

 

สโนไวท์ผู้กำลังหลับไหลในสเว็ตเตอร์แต่ชายหนุ่มคนนั้นจะใช่เจ้าชายหรือนายพรานกันนะ

 

 

 

Related Post

สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 2018 ล่าสุด

บรอนซ์ไม่ใช่เทรนด์ใหม่ในวงการนาฬิกา โดยธรรมชาติบรอนซ์จะมีสีดูเหลืองๆ แดงๆ คล้ายทองแต่ไม่ใช่โลหะมีค่าเหมือนทอง ในเนื้อของบรอนซ์จะมีทองแดง (copper) เป็นองค์ประกอบหลัก ทั้งนี้เราต้องไม่สับสนระหว่าง bronze v.s. brass นะครับ เพราะต่างก็ไม่ใช่ gold และต่างก็มี copper เป็นเบสแต่ส่วนประกอบอื่นก็ต่างกันตามสูตรของผู้ผลิตแต่ละราย

หลายปีที่ผ่านมามีหลายแบรนด์นำบรอนซ์มาใช้ โดยเฉพาะในรุ่นที่เป็นดำน้ำ เพราะอุปกรณ์ดำน้ำหรือเดินเรือสมัยโบราณมีการใช้บรอนซ์เป็นวัสดุกันเยอะ (ให้นึกภาพหมวกนักดำน้ำสมัยโบราณที่กลมๆ โตๆ) ช่วงหลังพอตลาดเริ่มนิยมก็จะมีพวกนาฬิกานักบินบ้าง หรือนาฬิกาสปอร์ตแนวอื่นๆ ผลิตออกมาให้เห็น แต่จะไม่เห็นในนาฬิกาเดรส นาฬิกาพวกนี้เวลาใส่ไปนานๆ โดนสภาพแวดล้อม โดนเหงื่อ ฯลฯ ก็จะเริ่มเปลี่ยนสี อาจดูเข้มขึ้นหรือมีคราบเขียวขึ้นดูแนวๆ คนเขาเลยรู้สึกสนุกกันว่านาฬิกาฉันไม่เหมือนใคร อะไรทำนองนี้ครับ

มาดูกันดีกว่าว่าในงาน Baselworld 2018 ปีนี้มนาฬิกาเรือนบรอนซ์ตัวไหนที่น่าสนใจบ้าง

Ferdinand Berthoud FB 1 R. 6-1 รุ่นพิเศษ เปลี่ยนวัสดุเป็นบรอนซ์ มีเพียงห้าเรือนในโลก แต่ละเรือนผ่านกระบวนการให้มีสีที่เข้มหรืออ่อนไม่เท่ากัน เรือนในภาพนี้จะดูเขียวเป็นพิเศษ ราวกับแช่ในน้ำทะเลมานาน

Oris Big Crown Pointer Date Bronze ตัวเรือนขนาดย้อนยุค 36 มม. สังเกตเม็ดมะยมจะมีขนาดใหญ่เพื่อให้นักบินในสมัยก่อนใช้งานได้โดยสะดวกขณะที่สวมถุงมืออยู่

Bell & Ross BR 03-92 Diver Bronze เป็นการนำเอานาฬิกาดำน้ำที่ประสบความสำเร็จรุ่นล่าของตนมาผลิตในอีกแบบฉบับหนึ่ง ผลิตเป็นจำนวนจำกัด 999 เรือน

Zenith Pilot Cronometro TIPO CP-2 Flyback การกลับมาของนาฬิกานักบินที่ Zenith เคยผลิตให้กับกองทัพอิตาลีในสมัยยุคทศวรรษที่ 1960 กลไกจับเวลาเป็นแบบฟลายแบ็คคือเริ่มจับรอบต่อไปได้เลยโดยไม่ต้องกดหยุดและกดรีเซ็ทรอบเก่าก่อน

Maurice Lacroix Aikon เป็นนาฬิกาควอตซ์ที่ Maurice Lacroix ใช้เป็นตัวทำตลาดในช่วงสองปีที่ผ่านมาด้วยราคาที่ต่ำกว่าไลน์อื่นๆ ในแบรนด์ ในภาพนี้เป็นเวอร์ชั่นบรอนซ์ที่มีราคาขยับสูงขึ้นกว่าตัวสตีล

 

Related Post

L’Officiel Hommes x Dhanut Tungsuwan

จะเป็นอย่างไรถ้าปกของลอฟฟีเซียล ออมส์ กลายเป็นภาพเขียน ?

โปรเจ็กต์ L’Officiel Hommes x Local Artisans (LH x LA) คือการร่วมมือระหว่างกันนิตยสารลอฟฟีเซียล ออมส์ ประเทศไทย กับช่างฝีมือชาวไทยที่ถ่ายทอดงานศิลปะออกมาในรูปแบบต่าง ๆ จุดประสงค์ก็เพื่อขยายขอบเขตแฟชั่นให้เป็นมากกว่าเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ แต่กลับไปสู่รากเหง้าที่ว่า แฟชั่น คือ ศิลปะ

LH x LA 01

คุณอาจเห็นนิตยสารของเราฉบับแรกประจำเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว เนม-ปราการ ไรวา นักร้องชื่อดังและทายาทธุรกิจร้อยล้านปรากฏตัวบนปกสีแดงสด สีแดงนอกจากจะสะดุดตาบนแผงหนังสือแล้ว ยังสื่อถึงความหลงใหลและความรักที่เรามีต่อแฟชั่นและการแต่งตัวของผู้ชาย แล้วใครจะเหมาะเป็นศิลปินที่ถ่ายทอดแนวคิดนี้ผ่านงานศิลปะ ?

Dhanut Tungsuwan

ธนัช ตั้งสุวรรณ เราได้ยินชื่อเขาครั้งแรกจากข่าวเปิดสตูดิโอแห่งแรกของเขาในเขตสาทร แม้จะเป็นหน้าใหม่ในประเทศไทย แต่ธนัชผ่านการแสดงงานศิลปะมาในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กและลอนดอน-เมืองที่เขาไปศึกษาต่อ ภาพเขียนของเขาสะดุดตา องค์ประกอบหลักที่ปรากฏในภาพเขียนส่วนใหญ่ของเขา คือ ทิวทัศน์เทือกเขาที่ซ้อนสลับกันจนเกิดมิติ ทิวทัศน์เหล่านี้แม้จะเห็นได้บนโลก แต่การนำเสนอที่เลือกใช้สีสันแปลกตาและเหนือจริง (surreal) ทำให้เมื่อเราพิศภาพเหล่านี้ไปสักพักจะเกิดความรู้สึกพิศวง สงสัยว่า ทิวทัศน์เหล่านี้มีอยู่จริงหรือเปล่า คลับคล้ายคลับคลา แต่ก็ประหลาดเกินจริง (uncanny) ความพิศวงดังนี้เมื่อประกอบกับสีแดง ซึ่งเป็นสีแห่งความลุ่มหลง ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่า ธนัช เหมาะจะเป็นศิลปินคนแรกในโปรเจ็กต์ LH x LA นี้

 

L’Officiel Hommes Thailand by Dhanut Tungsuwan 

When Sadak found the waters of oblivion by Dhanut Tungsuwan for L’Officiel Hommes Thailand

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบผลงานของธนัช เราแนะนำให้คุณไปเสพย์ต่อได้ที่ https://www.dhanut.com  หรือจะไปเยี่ยมชมสตูดิโอของเขาที่ สตูดิโอ 3001 ใต้โรงแรม เดอะมิธ-สุดสาทร

 

Related Post

จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนานกว่า 120 ปี

Text: Patsaya Ch.

เคยคิดไหมหากคุณเป็นเจ้าของสินค้าสักชิ้น คุณอยากให้สินค้าของคุณคงรูปแบบและหน้าตาเดิมๆ ไว้ได้นานแค่ไหน หากว่ามันยังคงขายได้อยู่ คำตอบนี้ของคุณอาจตรงหรือต่างกับ  Co-CEO อย่าง Alexandre Arnault และ Chief Brand Officer Hector Muelas จากแบรนด์กระเป๋าเดินทาง Rimowa เมื่อ Rimowa ใช้เวลากว่า 120 ปีในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของตัวเองใหม่หมด หลังจากก่อตั้งในปี 1898 Rimowa เวลานั้นวางตัวเป็นผู้นำระดับโลกด้านกระเป๋าเดินทางแบบพรีเมี่ยม ค่อยๆ เจาะตลาดแบบเงียบๆ  และใช้เวลากว่า 39 ปีในการผลิตกระเป๋าเดินทางที่ใช้วัสดุอลูมิเนียมขึ้นในปี 1937 ถัดจากนั้นอีก 63 ปี กระเป๋าเดินทางที่ทำจากโพลีคาร์บอแนตใบแรกจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2000 ซึ่งปัจจุบันกระเป๋าเดินทางทั้งสองรุ่นได้กลายเป็นสิ่ง must-have ในมวลหมู่นักเดินทาง เทรนด์เซ็ตเตอร์ รวมถึงลูกค้ากระเป๋าหนักที่เข้าใจและพร้อมจะจ่ายให้กับสินค้าที่ลงตัวทั้งการออกแบบและการใช้งาน

จากนั้นในปี 2017 เมื่อ Rimowa ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม LVMH การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเขาประกาศปรับอัตลักษณ์ของแบรนด์ใหม่หมดเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีของแบรนด์ที่กำลังมาถึง โดยร่วมมือกับ Bureau Borsche สตูดิโอออกแบบแบรนด์ดิ้งและกราฟิคดีไซน์จาก Munich และ Commission Studio ดีไซน์สตูดิโอและที่ปรึกษาด้านการออกแบบและแบรนด์ดิ้งจาก London เพื่อยกระดับแบรนด์เก่าแก่ให้ร่วมสมัยขึ้น แต่ยังไม่ทิ้งจุดเด่นของแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้แก่ การพัฒนาโลโก้ของแบรนด์ขึ้นมาใหม่ โดยปรับแต่งและลดทอนรูปแบบตัวอักษร ซึ่งจะเห็นได้ว่าตัวอักษรใหม่มีความเรียบและสะอาดตายิ่งขึ้น

 

ส่วนชุดสีคลาสสิคอย่างขาว ดำ เทา ถูกนำมาใช้เพื่อตอกย้ำการออกแบบที่น้อยแต่มากของแบรนด์ อย่าลืมว่ากระเป๋าเดินทางแบรนด์นี้ไม่มีลวดลายกราฟฟิคใดๆ นอกจากร่องคลื่นที่กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ประจำแบรนด์ นอกจากนี้ลายสัญลักษณ์หรือโมโนแกรม ภาพวิชัลต่างๆ และชุดบรรจุภัณฑ์หรือ Packaing suite ก็ถูกปรับใหม่เช่นกัน

 

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการออกแบบในอนาคต เพราะงานดีไซน์และงานด้านวิศวกรรมของกระเป๋าทุกใบต้องล้อไปกับอัตลักษณ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสี วัสดุ กลไกลต่างๆ เรื่อยไปจนถึงการจัดวางคู่มือการใช้งานและแท็กกระเป๋าเดินทาง เรียกได้ว่าทุกสิ่งที่จะถึงมือลูกค้าต่างผ่านกระบวนการคิดมาแล้วอย่างถี่ถ้วน

อันที่จริงโฉมใหม่ของ Rimowa เริ่มทยอยให้เห็นตั้งแต่ต้นปี แต่จะชัดเจนขึ้นเมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Rimowa ทั้งหมดลงช็อปในช่วงปลายปีนี้ และนั่นหมายความว่ากระเป๋า Rimowa ที่คุณกำลังครอบครองอยู่ตอนนี้กำลังกลายเป็นของหายาก แต่ในขณะเดียวกัน เราเองก็เสียใจที่จะต้องบอกคุณว่ามันตกรุ่นไปแล้วเช่นเดียวกัน

 

 

Related Post

COS Has Arrived! (finally)

Related Post Solar Fair Carrera Interchangeable มาทำความรู้จักรองเท้าหนังไร้เชือก Monkstraps ให้ดี… เบื้องหลังแคมเปญสุดบรรเจิดของกุชชี่ SS18… สำรวจ 5 นาฬิาเรือนบรอนซ์อัพเดทจากงาน Baselworld 20… ประวัติศาสตร์ฉบับย่อ: T-SHIRT… So bad it’s good! รวมไอเท็มสุดเจ๋งที่น่าเกลียดจนต้… กว่าจะมาเป็นรองเท้า Gucci อันแสนโด่งดังในวันนี้… จุดเปลี่ยนของ Rimowa กระเป๋าเดินทางที่มีอายุยาวนาน…

Related Post

Volvo Ocean Race ความท้าทายของการแข่งขันเรือใบรอบโลก

เช้าวัน 12 มกราคมเราได้รับโทรศัพท์จาก Volvo ประเทศไทย แจ้งข่าวการแข่งขันเรือใบที่ Volvo ให้การสนับสนุน คุณผู้อ่านคงรู้สึกเหมือนเราว่า Volvo เกี่ยวอะไรกับเรือใบ แล้วทำไมถึงเจาะจงแจ้งข่าวนิตยสารแฟชั่นอย่าง L’Officiel Hommes Thailand

9 เดือนจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัย

ต้องท้าวความก่อนว่า การแข่งขันเรือใบของ Volvo มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Volvo Ocean Race เส้นทางจากจุดเริ่มต้นสู่เส้นชัยพาดผ่าน 7 ทวีป ระยะทางยาว 70, 000 กิโลเมตร โดยใช้กำลังคนแล่นตลอดระยะทาง Volvo Ocean Race จึงไม่ใช่แค่การประลองทักษะการบังคับเรือ แต่ย่อมเป็นการพิสูจน์ความอดทน ความสามัคคี และการเอาตัวรอดกลางมหาสมุทรตลอดระยะเวลา 9 เดือนแห่งการแข่งขัน

แล้วเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร ใครเป็นต้นคิด ?

การแข่งขันเรือใบรอบโลกจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1973 โดยใช้ชื่อว่า Whitbread Round the World Race โดย Whitebread เป็นชื่อของผู้สนับสนุนหลัก มีทีมเข้าแข่งขันถึง 17 ทีม ในปี 2008 Volvo เล็งเห็นถึงความบ้าบิ่น ทรหด และน่าสนใจของการแข่งขันนี้จึงตัดสินใจประกาศเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยเรือใบทุกลำ แม้จะแล่นด้วยแรงคน แต่จะอาศัยเครื่องยนต์ของ Volvo ในการเริ่มแล่นและหยุดเรือ

11 ท่าพักเรือ
การแข่งขั้นในปีนี้เป็นครั้งที่ 9 มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 7 ทีม แต่ละทีมมีผู้เข้าแข่งขันประมาณ 7-11 คน แวะพัก 11 จุด ไม่ร่วมจุดเริ่มต้นและเส้นชัย และเพื่อเข้าชมการแข่งขันเรือใบครั้งนี้ เราจำเป็นต้องบินลัดฟ้าไปสู่เกาะฮ่องกงซึ่งเป็นจุดแวะพักที่ใกล้ประเทศไทยที่สุด นักกีฬาจะแวะพักเพื่อเติมเสบียงอาหาร รักษาอาการป่วยต่าง ๆ และพักผ่อนเอาแรง ก่อนจะแล่นเรือต่อไปยังจุดหมายปลายทางด้านหน้า

ครั้งแรกในเกาะฮ่องกง
เรามาถึงฮ่องกงในวันที่ 27 มกราคม อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียสยิ่งทวีความหนาวขึ้นไปอีก รถบัสคันใหญ่นำเราเดินทางมาสู่อ่าว Victoria ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Race Village หรือหมู่บ้านนักแข่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทศกาลประชาสัมพันธ์การแข่งขัน สำหรับ Volvo เองก็จะอาศัยเทศกาลนี้บอกเล่าความบ้าบิ่นและน่าตื่นเต้นของการแล่นเรือใบแบบบ้าระห่ำรอบโลก พร้อมกับอวดโฉมนวัตกรรมใหม่ ๆ ในยนตรกรรมของ Volvo

ยิ่งเบา ยิ่งดี

ทันที่ทีเราถึง Race Village เราก็รีบมุ่งหน้าไปยัง Race Boat Experience นิทรรศการจัดแสดงแบบจำลองเรือใบที่ใช้แข่งขัน ตั้งอยู่ในอาคารชั่วคราว ในการแข่งขันปีนี้ (2017-2018) Volvo ได้พัฒนาเรือลำใหม่โดยใช้ชื่อรุ่นว่า Volvo Ocean 65

  • ออกแบบโดย Farr Yacht Design เรือลำนี้ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 36, 000 ชั่วโมง
  • ประกอบโดยช่างผู้ชำนาญการจาก 4 ประเทศ
  • เรือมีขนาด 20 เมตร หรือประมาณรถยนตร์ 5 คันต่อกัน

 

  • มีน้ำหนัก 12,500 กิโลกรัม เบากว่ารุ่นก่อนถึง 1,500 กิโลกรัม
  • ใบเรือเมื่อกางเต็มที่มีขนาดเท่าสนามวอลเลย์บอลสองสนามต่อกัน
  • แล่นได้เร็วกว่าเรือขนาดเดียวกับในรุ่นเดิมถึง 1 เท่า คือ 74 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เรือทุกลำที่ลงแข่งขันปีนี้จะติดตั้งเครื่องยนต์ของ Volvo เพื่อทำหน้าที่สตาร์ตเครื่องก่อนสลับเป็นแรงคน เครื่องยนต์ดีเซลเครื่องนี้ยังทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในเรือ อาทิ อุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ ระบบทำความร้อน แสงไฟ และกักตุนพลังงานไว้ใช้ในคราวฉุกเฉินอีกด้วย

ความน่าสนใจของการแข่งขันที่ทำให้เราต้องบินไปถึงเกาะฮ่องกงยังไม่หมดแค่นี้ ตอนต่อไปเราจะมาเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือกันว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรบนเรือตลอด 9 เดือนหรือ 279 วันโดยประมาณ

ติดตามได้ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น !

Related Post

ดวงฤทธิ์ บุนนาค จากอยากเป็นนักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ กลายมาเป็นสถาปนิกแถวหน้าของเมืองไทย

ดวงฤทธิ์ บุนนาค – สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด

“ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ทุกคนที่มีเท่ากัน แต่คุณเองที่ไม่เคยเชื่อว่าคุณทำได้ ทุกคนจะพูดประมาณว่าถ้าไม่ใช่ดวงฤทธิ์ทำไม่ได้หรอก ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่จริงเลย”

อะไรคือแรงผลักดันให้คุณมายืนจุดนี้

เงินครับ (หัวเราะ) โอเค … ถือเป็นคำถามที่ตอบยากพอสมควร เพราะถ้าต้องการแค่เงิน ผมก็ทำได้หลายอย่างไม่จำเป็นต้องทำอาชีพนี้ ตอบได้ว่าผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตผมกันแน่ เพราะตอนแรกสุด ผมอยากเป็นนักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ครับ ไม่เคยคิดจะเป็นสถาปนิกเลย เรื่องเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนที่ผมอยู่ประถมหก ช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น ที่ทุกคนชู่กันว่าจะยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันตลอดเวลา ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่อธิบายปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบง่ายๆ พออ่านจบ ผมก็เพ้อฝันไปว่า ถ้าผมสามารถหยุดปฏิกิริยานิวเคลียร์นี้ได้ ประเทศไทยคงจะเป็นเจ้าโลกแน่ๆ และสงครามเย็นก็จะจบลง พอคุยกับคุณพ่อที่เป็นวิศวกร ท่านก็ยุส่งเลยว่า ทำเลย ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ จึงเป็นวินาทีแรกที่ได้แรงบันดาลใจว่า จะเป็นนักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ให้ได้ จะทำให้โลกมีแต่สันติภาพ เป็นความคิดที่บ้ามาก และเชื่อมั่นแบบนั้นมาจนถึงมัธยมหก

แล้วเกิดอะไรขึ้นถึงมาเลือกเป็นสถาปนิก

เพราะรู้ตัวว่าไม่น่าจะไปรอด เพราะเรียนวิชาเคมีไม่รุ่งเลย เก่งแต่เรื่องฟิสิกส์และกลศาสตร์เท่านั้น เลยสำนึกว่าคงจะเป็นนักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ไม่ได้แล้วล่ะ ตอนนั้นต้องเลือกอันดับเอนทรานซ์ อันดับแรกเลือกวิศวกรรมศาสตร์ ที่เหลือเลือกสถาปัตยกรรมหมดเลย อาจารย์เลยถามว่า ตกลงอยากเรียนอะไรกันแน่ ผมจึงมาตั้งคำถามกับตัวเอง และพบว่าผมเป็นคนชอบงานสร้างสรรค์ ชอบเล่น ชอบสร้าง ชอบต่อเลโก้ และชอบประดิษฐ์ต่างๆ เลยคิดว่า สถาปัตยกรรมน่าจะใช่นะ เลยเบนเข็มทันที แต่นั่นมันหลังจากเลือกอันดับแล้วไง เลยต้องตั้งใจสอบวิชาเคมีให้ตก เพื่อให้คะแนนน้อยมากพอที่จะติดอันดับสอง นั่นคือ สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ พอเข้าไปเรียนแล้วปรากฏว่าชอบมาก จึงมุ่งมั่นว่าจะเป็นสถาปนิกระดับโลกให้ได้ ต้องบอกว่าตอนนั้นคนไทยเป็นสถาปนิกกันเยอะนะ แต่ไม่ค่อยมีใครที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผมเลยบอกเพื่อนในวันเรียนจบว่า ผมจะเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลกให้ได้ เพื่อนก็หัวเราะเยาะ แล้วถามว่านี่สติดีหรือเปล่า ยี่สิบห้าปีผ่านไป ผมก็มายืนจุดนี้ล่ะครับ

คงมีคนว่าโชคช่วยบ้างใช่ไหม

ในชีวิตผมนี่ไม่เคยมีโชคช่วยหรอกครับ คือความดื้อล้วนๆ ดื้อสู้กับทุกอย่าง ผมเริ่มต้นอาชีพด้วยการออกแบบห้องน้ำ ออกแบบอะไรเล็กๆน้อยๆไปเรื่อย และก็มีสิ่งเร้าจากภายนอกที่จะทำให้เราเบนเข็มออกจากอาชีพนี้หลายครั้ง อย่างช่วงยุคทองของแกรมมี่ พี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) แกเคยมาชวนไปเป็นนักแต่งเพลง ซึ่งเราก็ดื้อไม่ไป ตั้งใจมากว่าจะเป็นสถาปนิกให้ได้ เรียกว่าดื้อด้านจนมาถึงจุดนี้ล่ะครับ

เคยรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวมากๆบ้างไหม

ทุกวันเลยครับ ตอนนี้ก็ยังล้มเหลวอยู่ แต่อยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า เวลาที่เราบอกว่าเรา ‘ล้มเหลว’ น่ะ นั่นคือวิธีที่เราให้ความหมายสถานการณ์นั้นๆนะ จริงๆแล้วมันก็คือมีบางอย่างที่ไม่ได้เป็นตามความคาดหวังของเราเกิดขึ้นเท่านั้น นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว เราแค่คาดหวังให้มันไปทางนั้น พอไม่ได้ดั่งใจ เราก็ไปนิยามว่ามันคือความล้มเหลว มันก็แค่บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นในแบบที่เราคาดหวังเท่านั้น มันไม่ใช่ความล้มเหลวในความหมายที่ว่า ‘ฉันไร้ความสามารถ’ หรือ ‘ฉันไม่ดีพอ’ เสียหน่อย ผมล้มเหลวตลอดเวลานะ เพราะทุกครั้งที่ผมล้มเหลว แปลว่าผมกำลังพยายามผลักตัวเองไปอีกจุดหนึ่งอยู่ คนที่ไม่เคยล้มเหลวเลยคือคนที่ไม่ได้พยายามทำอะไร มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เป็นอะไรได้ก็เป็นแค่นั้น คนแบบนี้ไม่มีวันล้มเหลว แต่เขาก็จะไม่ไปไหน ฉะนั้น ทุกครั้งที่ล้มเหลว คุณต้องตื่นเต้นสิ เพราะคุณกำลังเล่นเกมชีวิตที่ใหญ่ขึ้น กำลังเป็นมากกว่าที่คุณเคยเป็น ทำได้มากกว่าที่เคยทำ ซึ่งแน่นอนว่าพอไปถึงตรงนั้น มันมีอะไรมากกว่าที่เราคาดหวังไป นั่นทำให้เราล้มเหลว สิ่งที่ผมทำนี่ง่ายมากครับ ก็ทำใหม่อีกครั้ง ไปเรื่อยๆครับ เหมือนผมดื้อในการทำอาชีพสถาปนิกนี่ล่ะ

แล้วตอนประสบความสำเร็จรู้สึกอย่างไร

ผมไม่มีจุดที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จครับ เพราะพอผมไปถึงจุดใกล้ๆนั้น ผมก็จะตั้งเป้าหมายใหม่ไปแล้ว มีเป้าหมายใหม่รอข้างหน้าแล้ว เป็นเรื่องปกติที่ผมจะมีโปรเจ็กต์ต่างๆซ้อนกัน ผมมีบริษัทต้องดูแลทั้งหมด 16 บริษัท งานทับกันไปหมด หลายคนถามผมว่า ทำอะไรเยอะแยะนัก ทำได้จริงๆเหรอ ผมบอกเลยว่าผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ทุกคนที่มีเท่ากัน แต่คุณเองที่ไม่เคยเชื่อว่าคุณทำได้ ทุกคนจะพูดประมาณว่าถ้าไม่ใช่ดวงฤทธิ์ทำไม่ได้หรอก ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่จริงเลย คุณก็ทำได้ครับ

โปรเจ็กต์เยอะขนาดนี้ คุณมีวิธีการให้กำลังใจลูกน้องอย่างไร

ผมไม่เคยกระตุ้นพวกเขาครับ ผมลงมือทำให้พวกเขาเห็น เพราะผมเชื่อว่าความเป็นผู้นำไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราพยายามปลุกใจให้พวกเขาลงมือทำ แต่เกิดขึ้นเพราะเราทำเป็นตัวอย่างให้เขาเห็น บางครั้งที่เขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ แต่เราพิสูจน์ให้เขาเห็นว่ามันเป็นไปได้โดยการลงมือทำ ความเป็นผู้นำมันจะออกมาเอง นั่นคือวิธีที่ผมแสดงความรับผิดชอบต่องานที่ผมสั่ง เป็นวิธีการสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขา เพราะผมไม่เก่งเรื่องการปลุกใจเลย ผมแค่ทำสิ่งที่ผมเก่งมาตลอดชีวิต นั่นคือ ผมจะสู้จนสุดทาง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผมก็จะชนะ

คุณมีความสุขกับอะไร

กับการทำงาน การทำงานคือเกมของผม เวลาที่ผมทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน เหมือนผมกำลังเล่นเกม มันคือความท้าทายของผม ผมไม่เหนื่อยนะ ผมชอบ ผมสนุกกับมัน ความสุขของผมอยู่ตอนที่ผมทำงาน เวลาที่ผมเดินเข้าไปในตึกที่เพิ่งสร้างเสร็จเป็นครั้งแรก ตึกนี้มาจากสมองผมไง มันคือภาพในหัวผมที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพจริงที่เหมือนเป๊ะ ผมมีความสุขมาก เดินมีความสุขอยู่ยี่สิบนาทีก็เบื่อแล้ว ไปคิดว่าจะทำโปรเจ็กต์อะไรต่อไปดี

แปลว่าอยู่นิ่งๆไม่ได้เลยใช่ไหม

ได้สิ เวลาผมอยู่เฉยๆ ผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปต่างจังหวัด นั่นคือการอยู่เฉยๆ คือการพักผ่อนของผม สำหรับผมแล้ว การขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนการนั่งสมาธิ เพราะเวลาคุณอยู่บนนั้น คุณจะไม่คิดเรื่องอื่นเลย คุณจะจดจ่ออยู่กับการขี่มอเตอร์ไซค์ตรหน้า นั่นคือการนั่งสมาธิ ดังนั้น นั่นคือการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับผม เพราะสมองผมไม่คิดเรื่องอื่นเลยจริงๆ ปล่อยวางได้หมดจริงๆ เพราะถ้านั่งพักผ่อนนิ่งๆ เดี๋ยวผมก็คิดอะไรขึ้นมาได้อีกครับ

บอกเราเรื่องโปรเจ็กต์ในฝันของคุณหน่อย

ผมไม่มีอะไรแบบนั้นครับ เพราะความคิดผมไม่ได้อยู่ในอุดมคติ เพราะคนที่มีชีวิตอยู่ในอุดมคติเขาจะคิดว่าเขาอยากทำอะไรบางอย่างที่เป็นอุดมคติ แต่ผมไม่ใช่แบบนั้น ผมเป็นคนที่ทำอะไรตามบริบท คือ ถ้าทุกอย่างลงตัวในบริบทที่ผมทำได้ ผมก็ลงมือทำ เท่านั้นเอง ผมไม่ใช่คนประเภทที่พูดว่า “วันหนึ่งฉันจะมีออฟฟิศริมแม่น้ำ อยู่ในโกดังเก่า” แต่มันเกิดจากที่เจ้าของที่ชวนมาดู เราเห็นว่าทำได้ เราจึงทำ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตผม ไม่ได้เกิดจากการที่ผมฝันว่าจะทำหรอก แต่เกิดจากการที่ผมอนุญาตให้ตัวเองเป็นที่ว่างที่พร้อมจะให้อะไรเกิดขึ้นได้ ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นไปได้ แต่ถ้าเกิดว่าผมตั้งใจว่าจะ ‘ลงมือทำ’ อะไรสักอย่าง แต่อะไรก็ไม่ลงตัวเสียที เราก็จะไม่ได้ทำ ดังนั้น ผมจึงไม่มีความฝันครับ มีแต่บริบทที่เป็นจริงเท่านั้น

Related Post

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี กับความเชื่อว่า “ถ้าเราจะเกิดมาเป็นศิลปิน เราก็จะเป็นศิลปิน”

ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี-ศิลปินวาดภาพและประติมากร

“อาชีพศิลปินของผมไม่ได้เป็นแบบตามสูตร ดังนั้น เวลาใครถาม ผมจะตอบว่า ผมเชื่อเรื่อง ‘เกิดมาเป็น’ ถ้าเราจะเกิดมาเป็นศิลปิน เราก็จะเป็นศิลปิน”

นิยามคำว่าแบบศักดิ์วุฒิหน่อย

ผมชอบงานศิลปะแบบย้อนยุค ผมอยากให้ศิลปะหยุดที่ยุค ’20s – ’40s ผมชอบทุกอย่างในยุคนั้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเพลง ศิลปะ เนื้อหา เสื้อผ้า เสน่ห์อยู่ที่ความสวยงาม ผมประหลาดใจมากที่ยุคนั้นดีทุกอย่าง รวมไปถึงงานประติมากรรมด้วยนะ ผมชอบมากจริงๆ

เริ่มต้นเป็นศิลปินเมื่อไร

อาชีพศิลปินของผมไม่ได้เป็นแบบตามสูตร ดังนั้น เวลาใครถาม ผมจะตอบว่า ผมเชื่อเรื่อง ‘เกิดมาเป็น’ ถ้าเราจะเกิดมาเป็นศิลปิน เราก็จะเป็นศิลปิน มันหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ

รู้ตัวตอนไหนว่าอยากเข้าคณะจิตกรรม

สมัยที่ผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนบดินเดชา ผมจะแปลกกว่าคนอื่นนิดหน่อย คือผมชอบมองหน้าคน ชอบสังเกตว่าหน้าของเขาเป็นอย่างไร มีลักษณะแบบไหน จนเพื่อนถามว่าเป็นบ้าอะไรหรือเปล่า ตอนนั้นผมไม่ได้รู้จักคณะจิตรกรรม ของมหาวิทยาลัยศิลปากรเสียด้วยซ้ำ ผมเรียนสายวิทย์มาตลอด จนกระทั่งมีญาติรุ่นพี่มาพักที่บ้านเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะนี้ ผมเลยได้รู้จักคณะ รู้ว่ามีการสอบเอนทรานซ์โดยการวาดรูปด้วย เลยมาศึกษาดูว่าคณะนี้เป็นอย่างไร ทำให้รู้ว่ามีคณะที่สอบเข้าและสอบจบด้วยการเขียนรูปอยู่บนโลกนี้ด้วย

เข้าไปแล้วเป็นแบบที่คิดไหม

เรียนยากมากเลยครับ เพราะผมไม่มีพื้นฐานเหมือนคนอื่นๆ เคยคิดจะย้ายคณะเสียด้วยซ้ำ ปัจจุบันยังคิดอยู่เลยว่าถ้าตอนนั้นสอบย้ายคณะผ่านจริงๆ ประเทศไทยคงไม่มีศิลปินชื่อ ‘ศักดิ์วุฒิ’ แน่ๆ ผมเลยยิ่งมั่นใจในความเชื่อของผมว่า ถ้าคนเราจะเกิดมา ‘เป็น’ อะไร มันก็ต้องได้เป็น ในที่สุด ผมก็กระเสือกกระสนเรียนจนจบมาได้ โชคดีหน่อยที่ผมเป็นคนวาดเส้นได้ดีโดยธรรมชาติ ครั้งแรกที่ผมเขียนฟิเกอร์ ผมก็ได้ A เลย สำหรับคนอื่นนี่อาจจะยากเย็นสาหัส แต่สำหรับผม นี่คือความชอบ และเป็นเรื่องเดียวที่ผมทำได้ดีจริงๆ

เคยทำงานอย่างอื่นมาก่อนบ้างไหม

ผมโชคดีว่าตอนเรียนจบ งานแสดงธีสิสของผมไปถูกใจฝรั่งคนหนึ่งเข้า บวกกับตัวผมเองที่เคยได้รับรางวัลศิลปินรุ่นเยาวศิลป์ พีระศรี ทำให้ผมจบออกมาพร้อมดีกรีที่ได้เปรียบคนอื่นนิดหน่อย ฝรั่งคนนั้นเลยชวนผมไปทำงานที่บริษัทโฆษณาอยู่สักพักหนึ่ง จนกระทั่งเขากลับประเทศไป ผมจึงตัดสินใจออกจากงานตรงนั้น กลับมาอยู่บ้านเฉยๆ ตอนนั้นเครียดนิดหน่อยว่าจะทำมาหากินอะไร เลยกลับมานั่งเขียนรูป รู้อยู่แก่ใจนะว่าการเขียนรูปมันทำมาหากินยาก แต่ก็ยังจะเขียน และก็เป็นดังคาด อดมื้อกินมื้อไปครับ ตอนนั้นรับจ้างวาดภาพประกอบด้วยนะครับ แต่ละเดือนที่ต้องรอเงินพันกว่าบาทเข้ามานี่ทรมานพอสมควรทีเดียว

จำได้ไหมว่าขายภาพครั้งแรกคือภาพไหน

เป็นภาพที่รับจ้างมาจากคุณปีเตอร์ บุนนาค เขียนรูปภรรยากับลูกของเขา นับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยครับที่ได้รับการว่าจ้างอย่างจริงจัง และผลงานชิ้นนี้ก็ทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น และได้รับการว่าจ้างแบบนี้ไปเรื่อยๆ

คุณผันตัวจากจิตรกรรับงานว่าจ้างมาเป็นศิลปินได้อย่างไร

ผมทำคู่กันครับ รับงานจ้างวาดพร้อมทำงานตัวเองควบคู่กันไป มีการแสดงงานนิทรรศการบ้างเป็นครั้งคราว รับงานว่าจ้างมาเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที ผมกลายเป็นศิลปินไปเรียบร้อยแล้วครับ

จำได้ไหมว่าเริ่มเขียนในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนไหน

เขียนส่งประกวดงานฉลองครบรอบ 60 พรรษามาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เขียนภาพท่าน สมัยนั้นงานของเราไม่เนี้ยบมาก เป็นงานตามใจฉัน มีความดิบอยู่มาก หยุดไปบ้างสักพัก ก่อนจะกลับมาเขียนช่วงที่บ้านเมืองวุ่นวาย เพราะการเขียนภาพท่านเป็นการเยียวยาและปลอบประโลมใจที่ดี

การกลับมาครั้งนั้น ฝีมือเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร

เรียกได้ว่าเรากลับไปสู่การวาดเส้นพื้นฐานเลยดีกว่า กลับไปเริ่มต้นที่กระดาษเปล่าๆ มีแค่เส้นและน้ำหนัก เหมือนเริ่มเรียนวาดภาพใหม่ เคยมีคนวิจารณ์นะว่า งานของศักดิ์วุฒินี่ไม่มีอะไรเลย มีแต่ฝีมือ อ้าว … แต่แปลกนะที่คนดูและนักวิจารณ์กลับชอบ อาจจะเพราะว่างานผมธรรมดาจนกระทั่งพิเศษ ในปัจจุบัน หลายคนลืมไปแล้วว่าการวาดเส้นคือพื้นฐานของการวาดรูป แต่ทุกคนพยายามหันไปหางานศิลปะสมัยใหม่กันหมด

เริ่มทำงานประติมากรรมได้อย่างไร

เกิดจากการที่ผมชอบสะสมรูปปั้น มีเต็มบ้านเลย แต่วันหนึ่งเกิดเห็นว่า รูปปั้นในแบบที่เราอยากได้ และเราชอบจริงๆ นั้นยังไม่มีใครทำ พอมารู้จักรุ่นน้องที่ปั้นได้ เลยชวนมาช่วยกันปั้นดูว่าจะออกมาเป็นอย่างไร พอได้เริ่มปั้นแล้วสนุกกับการปั้นเสียแล้วตอนนี้ เพราะบางทีก็เบื่อกับการวาดเส้น การวาดภาพสีน้ำมันบ้างน่ะ ทำซ้ำๆ การปั้นก็เหมือนกับกรจุดไฟใหม่ๆให้เราบ้าง

แฟนคลับมีอิทธิพลต่อการออกผลงานแต่ละชิ้นไหม

มีครับ เพราะเวลาไปไหนมาไหนแล้วได้ยินใครบอกว่าเป็นแฟนคลับผม หรือชอบงานผม ผมก็รู้สึกไม่กล้าที่จะทำงานไม่ดีออกมา เพราะทุกคนคาดหวังกับตัวเรา นั่นคือแรงกดดันในทางบวกครับ

เวลาทำงานมีผลต่อจิตใจในลักษณะไหน

ตอน ‘ทำงาน’ จะเครียดกว่าปกติ อันนี้เป็นเรื่องปกติ ตอนเขียนเล่นๆ หรือวาดเล่นนี่ภาพจะออกมาสวย ดังนั้น ต้องคิดว่าทำอย่างไรงานจึงออกมาสวยเหมือนงานสเก็ตช์แบบนั้น บางครั้งต้องอาศัยการปล่อยวางความคาดหวัง และการปล่อยวางหรือรู้จักพอเมื่องานมาถึงจุดที่สวยแล้ว เพราะบางครั้งก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่างานฟลุ้คๆมักจะออกมาดี หลังๆ มานี่ผมดีขึ้นเยอะแล้วนะ เพราะอายุมากขึ้น เรียนรู้แล้วว่าอะไรคืองาม นอกจากนั้นรสนิยมก็เปลี่ยนไปด้วย ตอนเด็กๆงานจะแรงกว่านี้ ไม่รู้เลยว่าสิ่งวาดไปคือผิด ตอนนี้เรียกได้ว่าสุขุมมากขึ้นตามกาลเวลา แต่ข้อดีของความไม่รู้ในตอนนั้นก็คือ ทำให้งานเราออกมาเป็นลักษณะนั้น

ถ้าวันหนึ่ง เวลาของคุณหมดลง คุณอยากให้ผู้คนจดจำคุณในฐานะอะไร

ในฐานะศิลปินครับ เป็นศิลปินคนหนึ่งที่ตั้งอกตั้งใจทำงาน ผลิตผลงานที่ทุกคนชื่นชอบ ซื่อสัตย์กับอาชีพตัวเอง บางครั้งผมอาจจะเห็นอะไรบางอย่างที่ผมคิดว่าไม่ถูกต้องในวงการศิลปะ และผมก็พูดเยอะ หวังว่าให้วงการศิลปะตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่บางครั้งความหวังดีของเราอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นต้องการได้ ดังนั้น ผมจึงทำหน้าที่ศิลปินของผมให้ดีที่สุด สร้างมาตรฐานในการสร้างงานในแบบของผม เพื่อที่วันหนึ่งผมจากไปแล้ว โลกจะจดจำผมได้จากผลงานของผม

Related Post

เปิดตัวโอเอซิสแห่งใหม่ที่ทั้งสุขสงบและหรูหราใจกลางกรุงกับ Park Hyatt Bangkok ณ เซ็นทรัล เอมบาสซี

Elegance in Details

เพราะเบื้องต้นนั้นแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลกเป็นโรงแรมที่เกิดขึ้นพร้อมจุดประสงค์อันชัดเจน ‘We care for people, so they can be at their best.’ คือ เป็นการสร้างโรงแรมโดยมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าจะดึงส่วนที่ดีที่สุดของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมออกมา เพื่อทำโปรเจ็กต์และเซอร์วิสที่ดีที่สุด ร่วมกัน และเมื่อผมมาเห็นผลลัพธ์กับตา ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังเลยครับ

ตัวอาคารของโรงแรมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตึกเซ็นทรัล เอมบาสซีออกแบบคอนเซ็ปต์โดย Amanda Levete (อแมนด้า เลเว็ต) แห่ง AL_A  สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมชื่อดังแห่งลอนดอน ที่ผิวอาคารด้านนอกได้แรงบันดาลใจมาจากการทำแพทเทิร์นที่เห็นบ่อยในประเพณีวัฒนธรรมไทยนำมาตีความออกมาเป็นกระเบื้องอลูมิเนียมเล่นเงา เป็นโมดุลที่ แตกต่างกัน มาเรียงซ้อนกันให้เกิดระนาบที่น่าสนใจ เมื่อผิวอาคารมีแสงมากระทบจะเห็นประกายแสงสะท้อนเหมือน Moire Effect คล้ายสิ่งทอ  ที่เหลือบเป็นลาย สิ่งนี้น่าสนใจมาก เพราะการเรียงซ้อนแบบนี้ต้องอาศัยความแม่นยำของคอมพิวเตอร์มาช่วย ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบ  ความเป็นไทยผ่านการตีความแบบโมเดิร์นได้ลงตัวทีเดียวครับ

ในส่วนของการตกแต่งภายในนั้นหลักๆออกแบบโดย Yabu Pushelberg บริษัทออกแบบตกแต่งจากนิวยอร์ก ซึ่งเคยออกแบบคอนเซ็ปต์ สโตร์ Siwilai ที่เซ็นทรัล เอมบาสซีมาแล้ว และได้รับความไว้วางใจให้มาร่วมออกแบบให้กับโรงแรมอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีบริษัท AvroKO เข้ามาร่วมออกแบบ Penthouse Bar & Grill บนพื้นที่สามชั้นบนสุดของโรงแรมอีกด้วย แม้ว่า Park Hyatt Bangkok จะไม่ใช่โรงแรมในเครือแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็เป็นที่จับตามองกันเยอะพอควรครับ เพราะเป็น Park Hyatt ที่น่าจะโด่งดังไม่แพ้ Park Hyatt New York เลยทีเดียว

การตีความออกแบบตกแต่งภายในจากคอนเซ็ปต์ ‘Tranquil Oasis’ นั้นทำได้น่าสนใจ เพราะมีการใช้สีของไม้และหินเป็นหลัก นอกจากนั้น ยังมีการผสมผสานเรื่องงานคราฟต์เข้ามา มีการแกะสลักที่ดูไทยแต่โมเดิร์น มากๆกระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรม จะเห็นได้ชัดว่านี่คือการเพิ่มชีวิตให้กับการออกแบบสไตล์มินิมอลด้วยงานคราฟต์ ออกมาเป็นโมเดิร์นแบบไทย ซึ่งส่วนตัวผมชอบมาก เพราะไม่ยึดติดกับความเป็นไทยแบบดั้งเดิมจนอาจจะดูล้าสมัย แต่ก็ยังได้กลิ่นอายของความเป็นไทยอยู่ดี

ส่วนตัววัสดุวีเนียร์สีไซคามอร์ (Sycamore Veneer) ที่เขาใช้นั้นนำเข้าจากประเทศอิตาลี ไม่เคยมีใช้ในประเทศไทยมาก่อน เป็นโทนสีที่สวยและอบอุ่นมาก ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้พักอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ที่โรงแรม เพราะเขาต้องการให้โรงแรมอบอุ่นและน่าเข้าหา ไม่ใช่ยิ่งใหญ่และหรูหราเพียงอย่างเดียว เขาจึงเลือกใช้วัสดุไม้และหิน ซึ่งเป็นตัวแทนของบ้านและความอบอุ่นภายใน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง นอกจากนั้น วัสดุฮาร์ดแวร์อย่างมือจับประตูต่างๆใช้สีดำ ซึ่งตัดกับอินทีเรียที่เป็นไม้ ดูลงตัวอบอุ่นมากครับ

จุดเด่นอีกประการหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้เห็นจะเป็นงานศิลปะต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วไปในโรงแรม ชิ้นที่ผมประทับใจมากได้แก่ภาพถ่าย Bangkok VII (2011) ของ Andreas Gursky (แอนเดรียส เกอร์สกี้) ที่ติดตั้งอยู่บริเวณชั้นเก้า เป็นรูปถ่ายแม่น้ำเจ้าพระยาขาวดำ ซึ่งผมมองว่าภาพนี้เป็นตัวแทนของกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี ช่างภาพสามารถพูดถึงอะไรต่างๆในกรุงเทพฯ ผ่านภาพถ่ายที่ไม่จำเป็นต้องแสดงด้านสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่กลับให้ความรู้สึกสวยงามได้จริงๆ ซึ่งการเลือกชิ้นงานศิลปะนี้ยังได้บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง DCA Art Consultant เข้ามาช่วยด้วยนะครับ จึงมั่นใจได้เลยว่าแต่ละชิ้นถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันจริงๆ

นอกจากนั้นบนชั้นสิบ บริเวณด้านนอกก็มีประติมากรรมของ Zhan Wang ที่ชื่อว่า Artificial Rock No. 129 ที่มาเพิ่มทั้งความโมเดิร์นและอบอุ่นให้กับพื้นที่โดยรวมเป็นอย่างมาก ในส่วนของศิลปินไทยก็ปรากฏงานของสมบูรณ์ หอมเทียนทอง ชาติชาย ปุยเปีย และคามิน เลิศชัยประเสริฐด้วยครับ ถือว่าเป็นการผสมผสานได้อย่างมีรสนิยมและลงตัวเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ได้เข้าพักใน Park Hyatt Bangkok ด้วยตัวเองมาแล้ว ผมกล้าพูดเลยครับว่า ในตอนนี้ผมสามารถแนะนำให้ลูกค้าต่างประเทศและเพื่อนฝูงกลุ่มวงการดีไซน์ต่างๆได้อย่างไม่อายแล้วว่า ในกรุงเทพฯ เมืองที่ผมอาศัยอยู่นี้นอกเหนือจากโรงแรมชั้นนำอย่าง Mandarin Oriental, The Sukhothai และ The Okura Prestige นี้แล้ว ก็มีโรงแรม Park Hyatt Bangkok ที่ผมสามารถแนะนำให้ทุกคนมาพักได้โดยสะดวกใจแล้วครับ

Related Post