Preview: Gucci’s Fall Winter 2018/19

อีกหนึ่งการสร้างสรรค์ของ Alessandro Michele ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของ Gucci ที่ก้าวข้ามจิตนาการไปสู่ Cyborg จากคอลเล็กชั่น Fall Winter 2018/19 ที่โชว์ที่มิลานเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อีกไม่กี่เดือนจากนี้บรรดาดีไซน์ต่างๆ ก็จะนำเสนอในบูติกของ Gucci ทั่วโลก ลอฟฟีเซียลออมส์(ประเทศไทย) มีโอกาสมาชมคอลเลกชั่นนี้อย่างใกล้ชิดอีกครั้งที่ฮ่องกง ซึ่งจัดให้สื่อมวลชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าใจสารที่ต้องการสื่อ โดยคัดสรรลุคเด่นๆ มานำเสนอที่ Loft 22 แต่ก่อนจะขึ้นไปชม เราได้เห็น Art wall ของ Gucci ที่อยู่บนผนังอาคารเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนเนินสูงๆ ต่ำๆ ของย่านเซ็นทรัลเกาะฮ่องกง

แม้บนรันเวย์เมื่อต้นปี Gucci จะสร้างความฉงน ความกังขาและความฮือฮามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้แสดงแบบเดินถือหุ่นที่เป็นศีรษะตน หรือความงามที่เหนือกว่าสามัญของมนุษย์ เป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ความเป็นชายหรือหญิงที่ไม่จำเป็นต้องแยกจากกันชัดเจน หรือแม้แต่เรื่องของวัฒนธรรรมและธรรมชาติก็สามารถกลมกลืนกันได้ แต่เมื่อเรามาดูที่ตัวคอลเลกชั่นจริงๆ จะเห็นถึงกลิ่นอายของวินเทจที่แฝงอยู่แต่มิเคเล นำมาทวิสต์ด้วยการใช้วัฒนธรรมแบบป็อปมากระชากให้หลุดจากความวินเทจ อย่างแจ็คเกตสีเขียวกำมะหยี่ที่นำเอาเชือกแบบสายรัดผ้าม่านมาถักเป็นกระดุมจีน ชวนให้นึกถึงยุคทองของฮอลลีวู้ด แต่ด้านหลังกลับกรีนเป็นตราสัญลักษณ์ของพาราเมาท์ หรือแม้แต่แจ็คเกตที่ผสมระหว่างยุคเอจตีส์ที่ไหล่กว้างแต่ทรงตัวกลับสลิมเอวคอดเล็กน้อย แต่ที่แปลกตาไปก็คือเป็นผ้าเทเลอร์สีพื้นเรียบไม่มีลวดลายใดๆ ขัดแย้งกับความเป็น Gucci ที่เราเคยชิน แต่โก้มาก

ในคอลเลกชั่นนี้ยังเน้นใครใคร่ใส่แบบไหนก็ใส่ได้ไม่มีการแบ่งแยกหญิงหรือชายชัดเจน เราจึงเห็นนายแบบสวมกางเกงผ้าสีเรียบที่คลุมด้วยผ้าโปร่งทั้งตัวเย็บตามทรงกางเกง หรือกางเกงขาสั้นที่มีผ้าซับในโผล่แลบออกมาแบบตั้งใจ หรือชุดจัมพ์สุทหรือชุดหมีผ้าเดนิมฟอกสีจางๆ แต่ปักลายดอกไม้ด้วยมุกวิบวับแพรวพราวจนต้องถามว่าแน่ใจนะว่าเป็นของผู้ชาย ซึ่งคำตอบคือผู้หญิงชอบก็สวมได้ แต่บนรันเวย์เป็นนายแบบสวมชุดนี้ สนุกมากกับงานดีไซน์ที่ไร้พรมแดนเรื่องเพศ ใครชอบชิ้นไหนจะผสมอย่างไรก็ทำให้เป็นสไตล์ของตัวเองได้  นอกจากนี้ยังมีชิ้นหลักที่เป็นผ้าพาดไหล่ Stole ที่ปักอย่างวิจิตรสวยงาม เราเห็น Jared Leto พาดผ้านี้ทับแจ็คเกตกุชชี่สีฟ้าในงาน Met Gala 2018 เป็นอีกหนึ่งชิ้นเด่นที่บ่งบอกถึงความล้ำในแฟชั่นของ Gucci

แต่กระเป๋าที่หนุ่มๆ สาวกของ Gucci จะต้องมีคือกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมที่เป็นการร่วมกันระหว่างแบรนด์นี้กับ Globe-Trotter ที่มีชื่อเสียงเรื่องกระเป๋าเดินทาง เป็นกระเป๋าสะพายสี่เหลี่ยมลายคลาสสิกหูจับเป็นไม้ไผ่เอกลักษณ์ของ Gucci กระเป๋านี้ไซส์ไม่ใหญ่มาก ดูเหมือนกระเป๋าถือของสุภาพสตรี แต่ดูอีกทีก็คล้ายกระเป๋ากล้องของหนุ่มๆ ยุคฟิฟตี้ส์ เป็นอีกดีไซน์ที่ไม่มีเส้นแบ่งกั้นเรื่องชายหรือหญิง นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าที่ได้แรงบันดาลใจจากกระเป๋าใส่ลูกโบว์ลิงในยุคซิกส์ตี้ส์ ที่ใครอยากจะได้กระเป๋ษใบใหญ่ที่ดูไม่เป็นทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ จะต้องว้าว

ปิดท้ายการพรีวิวคอลเลกชั่น Gucci’s Fall/Winter 2018/19 จากฮ่องกงด้วยความรู้สึกที่ว่าจากรันเวย์โชว์ที่มิลานเมื่อต้นปี คนรับรู้คอลเลกชั่นนี้ในแบบล้ำยุคอย่างที่โชว์นำได้เสนอความเป็น Cyborg แต่พอมาดูงานดีไซน์อย่างใกล้ชิดก็จะเห็นรายละเอียดที่มีความล้ำวิจิตร ไม่ว่าจะเป็นกรตัดหนังเป็นรูปตัวจีแล้วนำมาถักร้อยคล้ายการถักลูกไม้ให้เป็นผืนผ้าสำหรับเดรสยาวที่ใช้เวลาทำยาวนานมากสำหรับชุดชุดเดียว หรือชุดที่คล้ายเดรสสั้นตัวหนึ่งใช้เวลาปักเลื่อมด้วยมือทั้งหมดเกือบปี โดยช่างต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมง Gucci เทียบได้กับผลงานห้องเสื้อชั้นสูง ซึ่งรายละเอียดที่วิจิตรและต้องใช้เวลาในการประดิษฐ์นี้ Gucci จะมีตัวเด่นในคอลเลกชั่นหลังๆ นี้จะมีให้เราชมถึงเชิงช่างที่น่าตื่นตาเสมอ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเราถึงหลงใหลในงานดีไซน์ของ Gucci ภายใต้การนำของครีเอทีฟไดเร็คเตอร์คนนี้กันนัก

 

 

Related Post