ชะตากรรมของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 กับชีวิตที่ไม่ได้สวยหรู

แคมเปญ Gucci: Spring Summer 2018 ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินชาวสเปน Ignasi Monreal ได้สร้างความฮือฮาไม่แพ้คอลเลกชั่น เขานำเอางานศิลปะหลากยุคสมัยมาเป็นแรงบันดาลใจ ภาพเด่นหนึ่งในนั้นก็คือ Ophelia โดย Sir John Everett Millais ความน่าสนใจอยู่ที่ชะตากรรมของเหล่านางแบบที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์โมเดลของศตวรรษที่ 19 พวกเธอมีชีวิตที่เศร้ารันทดไม่แพ้กัน และหนึ่งในนั้นก็คือนางแบบที่เป็นแบบให้วาดภาพโอฟีเลีย นี่เอง

เอ๊ะ…อย่างไร คำว่าซูเปอร์โมเดลเกิดขึ้นเมื่อปลายยุค 1980s ไม่ใช่หรือ Christy, Linda, Naomi ที่ถูกเรียกขานว่าเป็น The Trinity  ตรีเอกภาพของวงการแฟชั่นปลายยุคเอจตีส์ พร้อมประโยคที่ลือลั่นของลินดาที่ว่า ฉันจะไม่มีวันลุกจากที่นอนถ้าไม่ได้ทำเงินสองหมื่นหน้าพันเหรียญ แม้ภายหลังเธอจะปฎิเสธว่าเธอไม่ได้หมายความเช่นนั้น

เด็กๆ ยุคนนี้อาจจะ เอิ่ม คริสตี้ ลินดา นาโอมิ ไหน แต่คนหลังนี่ยังผาดโผนในวงการแฟชั่นและบันเทิง คริสตี้ก็กลับมารับงานถ่ายแบบโฆษณาบ้าง แต่เราจะไม่เรียกนามสกุลห้อยท้ายชื่อพวกเธอเป็นอันขาด เพราะบัญญัติหนึ่งของการจะเป็นซูเปอร์โมเดลก็คือเธอจะต้องถูกเรียกแค่ชื่อ แค่นั้นทุกคนก็ต้องร้องอ๋อ เพราะดังจนไม่ต้องอธิบายว่าลินดาไหน คริสตี้คือใคร แต่ซูเปอร์โมเดลปัจจุบันเขาวัดที่ยอดฟอลโลว์ ไม่เช่นนั้นเบลลา หรือจีจี้ ก็คงไม่ถูกเรียกว่าซูเปอร์โมเดล

แต่ Lizzie Siddal คือซูเปอร์โมเดลของศตวรรษที่ 19 เธอเติบโตมาในย่านสลัมของเซ้าต์แบงค์ ลอนดอน มีความกร้านโลกและขบถในตัวเอง เธอไม่มีอะไรที่เหมาะกับคำว่า กุหลาบอังกฤษ แต่เธอกลายเป็นโฉมหน้าความงามของสตรียุควิกตอเรียน เมื่อเธอได้พบกับกลุ่มศิลปินแนว Pre-Raphaelite เธอได้เป็นนางแบบให้กับพวกเขา และหนึ่งในนั้นก็คือ John Everett Millaisได้สร้างผลงานที่ลือลั่นก็คือภาพ Ophelia(1852)

ภาพนี้ทำให้ลิซซี่แจ้งเกิดและกลายเป็นมิวส์ของศิลปินพรี-ราฟาเอลไลท์ อันหมายถึงแนวนิยมที่รังสรรค์งานเหมือนจริงหรือเหนือจริงให้สะเทือนอารมณ์ผู้ชมงานศิลปะ โดยใช้หลักการวาดภาพแบบราฟาเอล แต่เรื่องราวในภาพจะมาจากตำนานอัศวินของอังกฤษเช่นเรื่องเล่าของกษัตริย์อาร์เธอ

เอกลักษณ์ของงานแนวนี้จะเป็นภาพหญิงสาวผมแดง(ลิซซี่เป็นสาวผมแดงโดยธรรมชาติ) ผิวขาวซีดเหมือนคนอมโรค แต่แก้มมีสีชมพูดเพื่อให้ดูมีชีวิต แม้แต่ภาพโอฟีเลียที่จมน้ำตายก็ยังมีแก้มและริมฝีปากสีชมพู เป็นความกำกวมรู้สึกกึ่งเป็นกึ่งตาย แต่ที่เกือบตายจริงๆ ก็คือนางแบบคือลิซซี่ เพราะมิลลายส์ ผู้วาดภาพ ให้เธอสวมเสื้อผ้านอนแช่ลงไปในน้ำในอ่างทั้งๆ ที่อากาศหนาวและน้ำนั้นเยือกเย็น ศิลปินยุคนั้นจะเน้นความเหมือนจริง ฉะนั้นเธอก็ต้องดูเหมือนคนที่เคลิ้มฝันด้วยการเสพย์สารกล่อมประสาท เพราะถ้าไม่เคลิ้มเธอก็จะไม่ทนนอนในอ่างน้ำที่เย็นเยือกเช่นนั้นได้ ผลจากการนี้ทำให้เธอป่วยด้วยอาการปอดบวม แลกกับการเป็นโฉมหน้าของความสวยแบบพรี-ราฟาเอลไลท์

แต่คนที่ทำให้เธอตกหลุมรักคือศิลปิน Dante Gabriel Rossetti เขามองเธอเป็นมิวส์เช่นกัน แต่ไม่มีงานชิ้นไหนของเขาที่ใช้เธอเป็นแบบโดดเด่น แต่เป็นการใช้นางแบบคนอื่นๆ มากกว่าและชื่อเสียงของโรเซตติ ก็โด่งดังเป็นแถวหน้าของศิลปินกลุ่มนี้ ลิซซี่เฝ้ารอให้เขาเอ่ยปากขอแต่งงาน พร้อมกับกล้ำลืนความขมขื่นที่เขามีรักใหม่กับสาวใหม่เรื่อยๆ ในที่สุดทั้งสองก็แต่งงานกัน แต่ไม่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ดีขึ้น โรเซตติ มีสาวใหม่เรื่อยๆ ลิซซี่ ที่ผันตัวเองมาเป็นจิตรกรและสร้างผลงานได้น่าสนใจรวมทั้งแต่งบทกวีจนได้รับการยอมรับ แต่ชีวิตของเธอกลับซึมเศร้า มีอาการป่วยเรื้อรัง ติดยา laudanum แต่ท้ายที่สุดหลังจากมีลูกสาวไม่นาน ลิซซี่ปลิดชีพตัวเองด้วยการดื่มยาเกินขนาด เป็นการจบชีวิตของซูเปอร์โมเดลในศตวรรษที่ 19 อย่าน่ารันทด

 

Related Post