แด่ดีไซเนอร์ที่จากไปด้วยโรคเอดส์ในยุค 80s

ในยุค 80s การมาถึงของโรคเอดส์สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ แรงสั่นสะเทือนครั้งนั้นไม่อาจนับเป็นหน่วยริกเตอร์ แต่นับเป็นหน่วยชีวิตที่สูญเสียไปหลายหมื่นคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนในวงการแฟชั่น

ในเวลานั้น วงการแฟชั่นของนิวยอร์กถือเป็นหัวหอกสำคัญในการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ จนเรียกได้ว่าเป็นเมืองอันดับหนึ่งด้านแฟชั่นของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งเม็ดเงินที่หมุนเวียนในแวดวงแฟชั่นก็ขับเคลื่อนนิวยอร์กในฐานะอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเมือง นิวยอร์กจึงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในแวดวงแฟชั่น ตั้งแต่ดีไซน์เนอร์ สไตลิสต์ ช่างภาพ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม นายแบบและนางแบบ ไปจนถึงศิลปินด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

มนุษย์แฟชั่นกว่าครึ่งใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสปอตไลต์​ เช่นนี้ เมื่อเชื้อร้ายพรากชีวิตของพวกเขาไป ความตายของพวกเขาก็ยังคงยืนโดดเด่นท่ามกลางแสงสว่างจ้าที่ว่า หลายคนมักพูดกันว่า ‘วงการแฟชั่นได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์มากที่สุด’ โดยเฉพาะการสูญเสียคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการ

Leigh Bowery

Chester Weinberg, Tracy Mills, Perry Ellis, Willie Smith, Leigh Bowery—ไม่แปลกที่คุณจะไม่คุ้นหูกับรายชื่อเหล่านี้ เพราะพวกเขาคือตัวอย่างดีไซน์เนอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงในขณะนั้นที่ต้องเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควรด้วยโรคเอดส์ หากพวกเขายังมีชีวิตอยู่ เราจะได้รู้จักพวกเขาในฐานะของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับ Oscar de la Renta, Calvin Klein หรือ Donna Karan เลยทีเดียว

Perry Ellis

ในกรณีของ Chester Weinberg เขาเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังคนแรกที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้ในยุค 80’s Chester เปิดตัวคอลเลกชั่นแรกของเขาในยุค 60’s และได้ร่วมงานกับนิตยสารชื่อดังมากมาย คนดังอย่าง Nancy Regan, Dionne Warwick และ Barbara Streisand ล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าของเขา ก่อนเสียชีวิตเขายังเป็นวิทยากรให้กับ Parsons ลูกศิษย์ของเขาคือ Donna Karan (DKNY) และ Marc Jacobs น่าเศร้าที่ Chester จบชีวิตในวัยเพียง 54 ปี

Chester Weinberg

ผู้คนที่เหลือรอดในช่วงนั้นบรรยายว่า แฟชั่นในนิวยอร์กที่เคยสนุกสนาน ตื่นเต้น แปลกใหม่ กลับกลายเป็นราบเรียบ น่าเบื่อ และไม่เพียงความคิดสร้างสรรค์ที่ชะงักงันเท่านั้น แต่เหล่าผู้ชายในวงการแฟชั่นก็ได้รับผลกระทบหนักจากความตื่นกลัวของสังคม นักลงทุนปฏิเสธที่จะลงทุนกับดีไซน์เนอร์ชายเพราะถือว่าเป็นการลงทุนที่ ‘เสี่ยง’ เหล่าดีไซน์เนอร์หนุ่มหน้าใหม่ที่อยากจะขับเคลื่อนวงการแฟชั่นต่อไปจึงต้องอับแสงไปด้วยเหตุนี้

ด้านสไตล์ลิสต์หนุ่มคนหนึ่งเล่าว่า เขาต้องตรวจเลือดเกือบ 20 ครั้งกว่าบริษัทจะรับเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มชายรักชายก็ต้องเก็บตัวเงียบเชียบ ไม่มีใครสามารถพูดอย่างเปิดเพศได้ว่าตนเองเป็นเกย์​ เพราะเพศสภาวะของพวกเขาถูกสังคมผูกโยงกับโรคเอดส์ไปเสียแล้ว

ทว่า ท่ามกลางความหวาดระแวงอันหม่นมืดก็ยังคงมีแสงสว่างแห่งความหวังแทรกตัวเข้ามา ผู้ติดเชื้อ HIV หลายคนในวงการสร้างสรรค์ไม่ยอมตกเป็นทาสของโรคร้ายด้วยการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และสนุกสนานจนหยาดหยดสุดท้าย เพื่อแสดงให้สังคมและผู้ติดเชื้อคนอื่นๆ เห็นว่า แม้โรคเอดส์จะทำลายระบบภูมิคุ้มกันไป แต่มันไม่สามารถทำลายกำลังใจของมนุษย์ได้

Willie Smith

ด้านคนที่อยู่รายล้อมผู้ป่วยก็ช่วยกันจัดงานการกุศลเพื่อระดมทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล หรือบริจาคเงินให้กับสถาบันวิจัยโรคเอดส์ และบางคนก็ท้าทายสังคมด้วยการพูดเรื่องโรคเอดส์อย่างเต็มปากเต็มคำในที่สาธารณะ เช่น Toukie Smith (น้องสาวของดีไซน์เนอร์ผู้ล่วงลับ Willie Smith) ที่กล่าวว่า “ผู้คนตายเพราะโรคเอดส์ มันคือชีวิตจริงและเรียบง่าย หาใช่บาปกรรมใดๆ”

แต่กว่าสังคมจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูด วงการแฟชั่นก็สูญเสียบุคคลมากความสามารถไปแล้วมากมาย ทั้งจากโรคร้ายตามที่กล่าวไป และจากการตัดโอกาสของผู้คนที่ถูกความตื่นตระหนกบังตา

Related Post