ทำไมสินค้าของ ‘คิม โจนส์’ ถึงน่าเก็บยิ่งกว่าทอง

Text: Patsaya Ch.

ข่าวโด่งดังของวงการแฟชั่นช่วงนี้หนีไม่พ้นการโบกมือลาหลุยส์ วิตตองของ คิม โจนส์ (Kim Jones) แต่นอกเหนือจากการที่เขาสร้างชื่อจากแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศสมาเป็นเวลานานกว่า 7 ปี สิ่งที่ทำให้ชื่อชั้นของคิม โจนส์ยิ่งใหญ่ในวงการแฟชั่น คือการที่เขาได้รวมเอาโลกแห่งแฟชั่นชั้นสูงและสตรีทแวร์เข้าด้วยกันอย่างยิ่งใหญ่ และ (แน่นอนว่า) เหนือความคาดหมาย

ย้อนกลับไปเส้นทางสายแฟชั่นของดีไซเนอร์ชาวอังกฤษผู้นี้เริ่มต้นจากการเปิดแบรนด์ของตัวเองในชื่อ Kim Jones นำเสนอเสื้อผ้าที่ผสมระหว่างสปอร์ตแวร์และเทเลอร์ เมด (tailor-made) จนได้ร่วมงานกับแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาออกคอลเล็กชั่น Umbro by Kim Jones ที่มีทั้งเสื้อยืดลายกราฟฟิก เสื้อโปโล และเแจ็กเก็ตกันลมตัดเย็บจากผ้าไนลอน ถัดมาในปี 2005 ด้วยความสนิทสนมกับผู้ก่อตั้งแบรนด์ Supreme อย่างเจมส์ เจบเบีย (James Jebbia) ทำให้เขาได้ให้กำเนิดงานคอลแลปครั้งแรกกับแบรนด์สเก็ตบอร์ดจากนิวยอร์ก ‘UMBRO X SUPREME’ หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มคุ้นเคยกับสไตล์ของโจนส์ที่ผสมผสานระหว่างสตรีทแวร์และความหรูหรา จนแบรนด์ที่จริงจังเรื่องสูทอย่าง Dunhill ยังคว้าตัวเขาไปร่วมงานในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์

UMBRO BY KIM JONES

และเมื่อย้ายมานั่งประจำการที่ Louis Vuitton โจนส์ได้เอ่ยปากว่าอยากเพิ่มเติมความสนุกให้กับแบรนด์ไฮเอนด์ จากเดิมที่เน้นขายความหรูหราคลาสสิค โจนส์ได้นำ DNA ที่ชื่นชอบสตรีทแวร์และ ‘การเดินทาง’ มาใช้ในการออกแบบ (ได้ยินว่าโจนส์ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเดินทางมากกว่านั่งทำงานในออฟฟิศเสียอีก) ด้วยความรักในประเทศญี่ปุ่น ทำให้โจนส์ถูกคอกับดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นที่มีเลือดสตรีทเข้มข้นอย่างฮิโรชิ ฟูจิวารา (Hiroshi Fujiwara) จาก Fragment Design จนเกิดเป็นคอลเล็กชั่นในปี 2016 ที่ทำให้ผู้คนกว่า 4, 000 คนแห่แหนไปที่ห้างอิเซตันเพื่อจับจองเป็นเจ้าของอะไรก็ตามที่ปะชื่อ Louis Vuitton x Fragment Design (สังเกตว่าทั้งโตเกียวและนิวยอร์กต่างเป็นเมืองที่มีสตรีทคัลเจอร์โดดเด่นและแข็งแกร่ง)

LV X FRAGMENT DESIGN

แต่นั่นยังไม่เท่าคอลเล็กชั่นฤดูหนาวปี 2017 ที่ Louis Vuitton x Supreme ออกสู่สายตาชาวโลก และมาแบบชนิดที่เต็มรันเวย์ โชว์ครั้งนั้นได้สร้างปรากฏการณ์ทะลุโซเชียลเน็ตเวิร์คและร้านค้าของแบรนด์ เพราะเป็นคอลเล็กชั่นที่ขายหมดเร็วสุด ราคาขายต่อสูงมากที่สุด และมีของก๊อปเกลื่อนตลาดมากที่สุดเช่นกัน ถือเป็นงานช้างชนช้างเพราะทั้งสองแบรนด์ต่างเข้าใจและมองเห็นถึงศักยภาพของกันและกัน ที่แน่ๆ ลูกค้าของทั้งสองแบรนด์จัดเป็นกลุ่มที่ ‘เงินไม่ใช่ปัญหา’

 

ดังนั้น ถัดจากนี้ไม่ว่าอนาคตของคิม โจนส์จะย้ายไปที่ไหน เรามั่นใจว่าดีเอ็นเอและสไตล์ของเขาย่อมติดตัวไปด้วยทุกที่ และนั่นหมายถึงงาน collaboration เจ๋งๆ ที่จะออกมากระตุ้นเงินลูกค้ากระเป๋าหนักและมือไวอีกเพียบ

Related Post